ความรักอันยิ่งใหญ่

FollowHisSteps.com
 


"6 ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม
7 ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้
8 แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา
9 เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์
10 เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่
11 มิใช่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า" (โรม 5:6-11)


ถ้าพิจารณาจากเนื้อเพลงของประเทศต่าง ๆ จะพบว่าเพลงส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรัก เพราะความรักเป็นสิ่งที่มีค่าในสายตาของคนทั่วโลก

แต่ประสบการณ์ความรัก ดูเหมือนจะไม่ค่อยสมหวัง เพราะเนื้อเพลงส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดหวังในเรื่องความรัก เป็นความรักที่ล้มเหลวและไม่สมหวัง และเรียกน้ำตาจากผู้ที่ฟังได้ไม่น้อย

ข้าพเจ้ามีสามตัวอย่างที่อยากขอเล่าให้ฟัง

ตัวอย่างที่หนึ่ง เป็นหญิงคนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าพบที่อเมริกา เธอได้เล่าเรื่องชีวิตของเธอว่า คุณพ่อไม่ใส่ใจในตัวเธอ ไม่พูดด้วย เธอพยายามเรียกร้องความรักมาตลอดตั้งแต่เด็ก จนเมื่อเธอโตขึ้น เธอจึงได้พบ ที่คุณพ่อไม่ใส่ใจในตัวเธอ เป็นเพราะท่านอยากได้ลูกชาย และต่อมา คุณพ่อก็ได้ทิ้งคุณแม่ไปเมื่อเธออายุได้ 11 ปี

หลังจากนั้น คุณแม่ได้แต่งงานใหม่ เธอจึงคิดว่าพ่อเลี้ยงคนใหม่จะเป็นผู้ที่ให้ความรัก แต่ปรากฎว่าพ่อบุญธรรมคนนี้ได้มีเพศสัมพันธ์กับเธอโดยที่เธอมิได้ยินยอม หยิบยื่นตราบาปให้แก่เธอ เธอถูกข่มขืนมาเป็นเวลา 2 ปี และก็จากไปในที่สุด

คุณแม่ก็ได้แต่งงานอีกเป็นครั้งที่สาม พ่อบุญธรรมคนนี้ก็ไม่ได้เอาใจใส่เธอและทิ้งคุณแม่ของเธอไป

เมื่อเธอได้โตเป็นสาว เธอก็ได้พบชายคนหนึ่ง และคิดว่าชายคนนี้จะให้ความสุขและความรัก แต่ก็ปรากฎว่าชายคนนี้ไม่สัตย์ซื่อกับเธอ เมื่อมีลูกได้สองคน เขาก็หนีไปกับหญิงคนอื่น

ตัวอย่างที่สอง หญิงอีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้พบที่คริสตจักร ในงานวันแม่ เธอได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า เธอดีใจที่ลูกคนที่สองจะได้แต่งงาน พ่อของเธอไม่ใส่ใจ และทิ้งเธอไปแต่เด็ก เธอกับคุณแม่ต้องทุกข์ทรมานใจตลอดเวลา

ตัวอย่างที่สาม เป็นหญิงคนหนึ่ง หน้าตาดี เมื่อกำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.5 ชายคนหนึ่งก็สนใจเธอ เรียกร้องที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย และเธอก็ยอม เพราะรักนี้เป็นรักแรก แต่ในความสัมพันธ์ ผู้ชายไม่พยายามป้องกันใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ใส่ใจไม่รับผิดชอบ จนเธอตั้งครรภ์ และคนรอบข้างก็อยากให้เธอทำแท้ง พ่อแม่ พี่ ๆ และคนรักของเธอ แต่เธอยืนกรานว่าจะไม่ทำแท้ง แต่ท้ายสุด สิ่งที่เธอได้รับ ชายคนนี้พยายามคบกับหญิงอีกคนหนึ่ง ทำตัวเหมือนเป็นแฟน ซึ่งเรียนในชั้นเรียนเดียวกัน ห้องเรียนเดียวกัน เพื่อกดดันให้เธอทำแท้ง แต่เธอก็อดทน และได้คลอดบุตรออกมา

ทั้งสามตัวอย่าง ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิง และข้อเท็จจริงคือความผิดหวังในความรักมักจะเป็นประสบการณ์ของหญิงส่วนใหญ่

ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะไม่มีประสบการณ์เลย แต่มักจะพบว่าผู้หญิงจะมีประสบการณ์และขอคำปรึกษาเกี่ยวข้องกับความรัก

ในโลกนี้มีความรักแท้ ๆ หรือไม่? นี่คือคำถามที่หญิงเหล่านี้มักถาม เพราะเธอได้พบกับรักที่ไม่จริงแท้

พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กล่าวถึงความรักอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่ได้พบรักนี้จะไม่พบความผิดหวัง

 

ลักษณะของความรักอันยิ่งใหญ่

1. ความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่มาจากพระเจ้า

"แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา" (โรม 5:8)

ความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระคัมภีร์นำเสนอให้แก่เราผู้ที่ค้นหาความรักที่แท้จริง เป็นความรักที่มาจากพระเจ้า

เมื่อพูดถึงพระเจ้า ก็หมายถึง พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว

"ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง ฟ้าและแผ่นดิน"(ปฐมกาล 1:1)

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างสิ่งต่าง ๆ ทรงสร้างทั้งโลกและจักรวาล

พระเจ้าของเราดำรงพระชนม์อยู่ตลอดนิรันดร์กาลจนถึงนิรันดร์กาล เป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้

2. ความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นความรักไม่มีเงื่อนไข

ความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ขึ้นกับว่าเราดีหรือร้าย

"ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม" (โรม 5:6)

คำว่า "ขาดกำลัง" หมายถึงว่า เราไม่มีกำลังพอที่จะทำสิ่งที่ดี ๆ ที่ศาสนาต่าง ๆ สอนไว้

คนส่วนใหญ่จะบอกชัดเจนว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี และเมื่อศึกษาคำสอนของทุกศาสนาก็จะพบว่าแก่นแท้ภาคปฏิบัติล้วนสอนให้คนเป็นคนดีทั้งสิ้น

แต่แม้ว่าศาสนาจะสอนให้คนเป็นคนดี แต่เราไม่มีกำลังพอที่จะทำดีอย่างที่ศาสนาต้องการได้ทุกข้อ ทุกเวลา ทุกเหตุการณ์ เช่น

  • อย่าพูดโกหก เราคงจะไม่เคยคิดจะพูดสักครั้งเดียว เพราะเราพูดหลายครั้ง
  • ห้ามดื่มสุรา ในประเทศไทยกลับพบว่าการดื่มเหล้าเบียร์กลับกลายเป็นเรื่องปกติ อยู่ในทุกเทศกาล ทุกการเฉลิมฉลอง
  • ห้ามประพฤติผิดในกาม ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องนี้มาก มีเด็กแค่ชั้น ป.4 เข้ามาที่คริสตจักร และได้เล่าให้ฟังว่าเพื่อนของเธอหลายคนกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่มีเฉพาะในคนวัยรุ่นเท่านั้น แต่พบในวัยผู้ใหญ่เช่นกัน เป็นความบาปที่ทำให้ชายจำนวนมากต้องพลาดพลั้ง

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน เรามักจะทำสิ่งผิดพลาดเสมอ นี่เป็นปัญหาของเรา เพราะเรามีศาสนาที่ดี แต่เราไม่สามารถทำตามศาสนานั้นได้

แต่เมื่อพิจารณาจากมาตรฐานของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงมาตรฐานของพระเจ้าว่า

  • อย่าฆ่าคน มาตรฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ "แม้แต่เกลียดก็เท่ากับได้ฆ่าคนแล้ว"
  • อย่าประพฤติผิดในกาม แต่มาตรฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ "เมื่อมองหญิงอื่นด้วยใจกำหนัด เท่ากับได้ล่วงประเวณีแล้ว"

มาตรฐานของพระเจ้านั้นสูงมาก และถ้าเอามาตรฐานตามพระคัมภีร์ ก็จะพบว่า ไม่มีใครที่สามารถทำได้ ไม่มีใครพ้นจากความผิดบาป

แต่ด้วยมาตรฐานนี้ พระเจ้าได้ทรงสำแดงเพื่อให้มนุษย์รู้ว่าพระองค์ทรงมีมาตรฐานเช่นไร เพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้ว่าไม่สามารถช่วยตัวเองเพื่อพ้นนรกและไปสวรรค์ด้วยบุญบารมีของตัวเองได้

ลักษณะความรักของพระองค์ ไม่ได้ขึ้นกับว่าเราทำได้ดีหรือไม่ เพราะแม้เราจะทำไม่ได้เลย พระเจ้าก็ทรงรักเรา

"แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา" (โรม 6:8)

แม้เราทำดีไม่ได้ พระเจ้าก็ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไม่ได้ขึ้นกับความดีของเราเลย แต่พระองค์ทรงสำแดงความรักของพระองค์ แม้ในขณะที่เราเป็นคนบาปและสนุกในการทำบาปอยู่นั้น

บทเพลงที่คริสเตียนร้อง ล้วนสะท้อนถึงความรัก เพราะพระองค์ทรงรักเรา ความรักของพระองค์ไม่มีเงื่อนไข

3. ความรักอันยิ่งใหญ่เกี่ยวข้องกับความตายของพระเยซูคริสต์

"แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา" (โรม 5:8)

การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ แสดงออกถึงความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา นี่เป็นหัวใจสำคัญของบทเรียนนี้

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่บังเกิดเป็นมนุษย์จากหญิงพรหมจารีย์ ทรงสำแดงพระองค์เองเมื่ออายุได้ 30 ปี ทรงทำการอัศจรรย์และหมายสำคัญต่าง ๆ เพื่อสำแดงว่าพระองค์เป็นพระเจ้า

"18 และดูเถิด มีผู้หามคนง่อยคนหนึ่งนอนบนที่นอน และเขาหาช่องที่จะหามคนง่อยนั้นเข้ามาวางลงตรงพระพักตร์ของพระองค์
19 เมื่อหาช่องเอาเข้ามาไม่ได้เพราะคนมาก เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาตึก หย่อนคนง่อยลงมาทั้งที่นอน ตามช่องกระเบื้องตรงกลางหมู่คน ต่อพระพักตร์พระเยซู
20 เมื่อพระองค์ทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงตรัสกับคนง่อยว่า 'บุรุษเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว'
21 ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคิดในใจว่า 'คนนี้ที่พูดหมิ่นประมาทพระเจ้าเป็นผู้ใดเล่า ใครจะยกความผิดบาปได้เว้นแต่พระเจ้าเท่านั้น'
22 แต่เมื่อพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า 'ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้
23 ที่จะว่า 'บาปทั้งปวงของเจ้าได้รับอภัยแล้ว' และจะว่า 'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด' นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน
24 แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้' (พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า) 'เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนไปบ้านของเจ้าเถิด'
25 ในทันใดนั้นเขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าคนทั้งปวง ยกที่นอนซึ่งเขาได้นอนนั้นกลับไปบ้านของตน พลางร้องสรรเสริญพระเจ้า" (ลูกา 6:8-25)

ไม่มีใครที่ยกบาปได้ ยกเว้นพระเจ้าเท่านั้น พระเยซูคริสต์ตรัสเช่นนี้เพื่อเราจะได้รู้ว่าพระองค์มีสิทธิอำนาจในการยกบาป และทำให้คนง่อยลุกขึ้นเดินกลับบ้านได้

มีอีกหลายตอน ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และในที่สุด พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน เพื่อเป็นการไถ่บาป โดยการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์นั้น มีความหมาย ได้แก่

  • เพื่อสำแดงความรักของพระเจ้า
  • เป็นการไถ่บาปสำหรับคนบาปทุกคน พระองค์สามารถไถ่บาป ชดใช้เวรกรรมของทุกคนได้

ก่อนที่พระองค์สิ้นพระชนม์ พระองค์ได้ตรัสว่าหลังจากถูกตรึงที่กางเขน พระองค์จะทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม

เราทุกคนตระหนักดีว่าเป็นคนบาป แต่เพื่อให้รู้ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ไถ่บาปได้จริง พระองค์ก็ได้ทรงฟื้นพระชนม์จากความตายท่ามกลางผู้คนมากมายที่ศรัทธาในพระองค์ นี่คือข่าวดี หรือข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์

ความรักของพระเจ้า เป็นความรักที่มาจากพระเจ้า ไม่มีเงื่อนไข และเกี่ยวข้องกับความตายของพระเยซูคริสต์

 

 

ผลยิ่งใหญ่จากการตอบสนองความรักของพระเจ้าอย่างถูกต้อง

1. เราจะพ้นจากโทษหรือเวรกรรมจากความบาปทั้งปวง

"ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม" (โรม 5:6)

เมื่อเราตอบสนองความรักของพระเจ้าอย่างถูกต้อง เราจะพ้นจากบาป พ้นจากเวรกรรมทั้งปวง

มนุษย์พยายามที่จะทำดีเพื่อให้พ้นจากเวรกรรม และเมื่อพบว่าความตายอยู่ไม่ไกล ก็จะมีความกลัว

"เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์" (โรม 5:9)

การหลุดพ้นจากการพิพากษาโทษ คือ การหลุดพ้นจากเวรกรรม เพราะเวรกรรมและความบาปทั้งหลายนั้น เราได้รับการยกโทษแล้ว บาปเหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่เรา เราไม่จำเป็นต้องชดใช้ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรับไว้แล้วทั้งสิ้น

หลายคนใส่กางเขนเพราะเป็นที่นิยม แต่สำหรับคริสเตียนความหมายไม่ใช่เช่นนั้น และสำหรับคนสมัยพระเยซู กางเขนเป็นที่น่าอับอายที่สุด เพราะเป็นการประหารที่โหดร้ายทรมานมากที่สุด อับอายที่สุด เป็นการประจานผู้ที่ถูกประหาร

แต่บาปกรรมของเราได้ไปอยู่ที่พระองค์แล้ว เพราะพระองค์ทรงชดใช้หนี้บาปของเราทุกคน เมื่อเราตอบสนองความรักของพระเจ้าอย่างถูกวิธี

2. เราจะเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า

"เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์" (โรม 5:9)

คำว่า "ชอบธรรม" หมายความว่า เราจะเป็นคนดีหมดจดในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่มีข้อบกพร่องในชีวิตเลย

แม้ว่าความคิดการกระทำจะยังคงมีความบกพร่องอยู่ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า เราทุกคนยังหมดจด และเมื่อตายไปก็จะได้พบกับพระองค์และอยู่กับพระองค์ ความชอบธรรมนี้ไม่ใช่ความชอบธรรมของเราเอง แต่เป็นความชอบธรรมขององค์พระเยซูคริสต์ พระองค์ได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เรา

3. เราจะมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่ดีกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

"เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่" (โรม 5:10)

เมื่อเราเป็นคนบาป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความบาปทำให้เราแยกจากพระเจ้าไปไกลแสนไกล ยิ่งนานเข้าก็จะยิ่งจำพระองค์ไม่ได้

แต่เมื่อตอบสนองความรักของพระเจ้าอย่างถูกวิธี เราจะกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีอีกครั้งหนึ่ง จากศัตรูกลายเป็นมิตรสหาย นี่เป็นเพราะพระเยซูคริสต์เจ้าได้ดึงเราให้เข้าใกล้ชิดพระองค์

4. เราจะมีสันติสุขในพระเจ้า

"มิใช่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า" (โรม 5:11)

สันติสุขของพระเจ้าจะอยู่ในใจของเราตลอดเวลา

สิ่งที่เกิดกับข้าพเจ้า ในฐานะเด็กกำพร้า เมื่อได้เชื่อพระเยซูคริสต์ คือ สันติสุข ชื่นชมยินดีอย่างล้นพ้น

เมื่อเชื่อพระเจ้า ข้าพเจ้าก็เป็นคนเดิม แต่ชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลง แม้จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ พบกับปัญหาต่าง ๆ แต่ก็เผชิญด้วยมีสันติสุขที่มาจากพระเจ้า

วันที่พี่อัญชลีได้พบพระเยซูคริสต์และนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมา เปิดหน้าต่างออกด้วยหัวใจที่มีสันติสุข ก็ได้พบว่าโลกนี้สดใส จากเดิมที่พบว่าโลกนี้มืดมนและจบที่ความตายเท่านั้น สันติสุขนี้ยังคงอยู่กับเธออยู่เสมอ

เราจะต้องเผชิญปัญหานานัปการ แต่ปัญหาเหล่านั้นจะไม่สามารถนำสันติสุขนี้ออกไปจากเราได้อย่างแน่นอน

 

ขั้นตอนการตอบสนอง

1. การสารภาพบาป

"ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" (1ยอห์น 1:9)

การสารภาพบาป เป็นการสารภาพว่าเราเป็นคนบาป และเป็นคนไม่ดี และขอให้พระองค์ยกโทษได้

2. เชื่อพระเยซูคริสต์

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16)

เชื่อพระเยซูคริสต์ ว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อไถ่บาปแทนเรา และกลับคืนชีวิตในเช้าวันที่สาม เชื่อจากหัวใจ แล้วเราจะกลายเป็นลูกของพระเจ้า

 

อ. ขจร ธนังกูรวิโรจน์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 29/08/2010

เรื่อง ความรักอันยิ่งใหญ่

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com