อับราฮัม บิดาแห่งความเชื่อ

FollowHisSteps.com
 


"6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์
7 เพราะโนอาห์มีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเตือนให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านจึงยำเกรงและต่อเรือใหญ่ เพื่อช่วยครอบครัวของตนให้รอดพ้นจากความตาย และด้วยเหตุนี้เองท่านจึงได้ติเตียนชาวโลก และได้เป็นทายาทแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ
8 เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน
9 เพราะความเชื่อของท่าน ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น
10 ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง" (ฮีบรู 11:6-10)


บางคนมาถามข้าพเจ้าว่า "อาจารย์จะมาทอล์กโชว์หรือเปล่า" ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มาทอล์กโชว์ เพราะนักพูดกับนักเทศน์ไม่เหมือนกัน ข้าพเจ้า เป็นนักเทศน์ ไม่ใช่นักทอล์ก (นักพูด)

นักพูด เขาจะหาข้อมูลที่คนชอบฟังมาพูด เป้าหมายเพื่อเงินของคนฟัง จะอยู่ได้หรือไม่ก็อยู่ที่คนชอบฟังหรือไม่

แต่นักเทศน์ จะพูดในสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้พูด เป้าหมายไม่ใช่เพื่อเงิน นักเทศน์ที่ดีจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่สัตย์ซื่อ

 

สิ่งที่จะได้รับจากการอ่านพระคัมภีร์

ก่อนอื่น จะขอกล่าวถึงสิ่งที่จะได้รับจากการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราควรจะตระหนักเสมอ

1. อ่านพระคัมภีร์ จะได้เห็นประวัติศาสตร์ของพระเจ้า

พระคัมภีร์เป็นเพียงหนังสือสอนศีลธรรมหรือไม่? แล้วทำไมบางครั้งก็เป็นเหมือนนิทาน มีเรื่องราวร่าง ๆ มีการเดินลุยน้ำข้ามทะเล?

คำตอบก็คือ พระคัมภีร์ไม่เหมือนหนังสือเล่มอื่น เพราะหนังสือเล่มนี้ เมื่อเราอ่าน เราจะเห็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และพระองค์ทรงสร้างโลกให้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

ออกัสติน ได้กล่าวประโยคคือ "พระเจ้าเป็นผู้ครอบครองเส้นทั้งหมดของมนุษย์ ตั้งวันที่ทรงสร้างโลกและวันที่สิ้นสุด พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงครอบครองประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ไม่มีเหตุการณ์ใดในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์"

ทุกสิ่งที่มนุษย์ทำล้วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าทั้งสิ้น

"เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย" (ฮีบรู 4:12)

คำว่าประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คือ History ซึ่งก็คือ His Story นั่นคือประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของเขา และเขาผู้นี้คือพระเจ้าผู้ทรงครอบครองประวัติศาสตร์

2. อ่านพระคัมภีร์ จะได้เห็นแผนการณ์ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ทุกคน

ก่อนข้าพเจ้ามาเป็นคริสเตียน ข้าพเจ้าฟังคำเทศนาหลายครั้ง ฟังครั้งแรก ๆ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าอาจารย์ได้เทศน์เกี่ยวกับเรื่องของข้าพเจ้าโดยตรง ทำไมพระคัมภีร์รู้ใจเช่นนี้? นั่นเป็นเพราะพระคัมภีร์เป็นแผนการของพระเจ้าต่อมนุษย์ทุกคน

เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะรู้ว่าเรามาจากไหน อยู่เพื่ออะไร แล้วเราจะได้รู้เกี่ยวกับชีวิตหลายอย่าง

ความยิ่งใหญ่ของนักปรัชญาคืออะไร? ความยิ่งใหญ่ของเขาคือการตั้งคำถาม แต่จุดอ่อนของเขาคืออะไร? จุดอ่อนของเขาคือตอบคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นมาไม่ได้ แต่ถ้าเราได้อ่านพระคัมภีร์ เราจะรู้คำตอบของชีวิต จะรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ทำไมถึงเกิดขึ้น

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเสวนาธรรมกับชาวพุทธ และได้รับคำถามว่า "ศาสนาคริสต์มีคำว่า ปลง หรือไม่"

ข้าพเจ้าก็ได้ถามกลับว่า "แล้วปลงคืออะไรในพุทธศาสนา?"

ท่านผู้นั้นก็ตอบว่า "ปลงตามความคิดของพุทธศาสนามี 2 อย่าง สิ่งแรกคือ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด (Que sela sela) สิ่งที่แน่นอนก็คือสิ่งที่ไม่แน่นอน และสิ่งที่สอง คือ ในเมื่อไม่สามารถควบคุมได้ ก็ยอมรับเสียเถิด"

นี่คือปรัชญาของโลก เมื่ออธิบายหลายสิ่งไม่ได้ก็ปลง แต่พระคัมภีร์ไม่มีคำว่าปลง คริสเตียนมีแต่บอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้เกิดผลดีทุกอย่าง

ถ้าเราทำไม่ดี พระเจ้าผู้ทรงเป็นบิดาจะตีสอนด้วยความรัก เพื่อปรับปรุงชีวิตเรา แต่ถ้าเราไม่ได้ทำผิด แล้วเกิดสิ่งร้าย พระเจ้าจะทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นพร

พระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานของให้จอกเลื่อนไป แต่พระเจ้ามิได้ทรงอนุญาต แล้วพระเยซูคริสต์ทรงปลงหรือไม่? พระองค์ไม่ได้ปลง แต่ทรงยอมรับตามน้ำพระทัยขงพระเจ้า ยอมเชื่อฟังจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะพบกับคำตอบของชีวิต เราจะรู้ว่าเราอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร

"แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้" (มัทธิว 6:33)

หน้าที่ของมนุษย์ คือ แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้

สิ่งทั้งปวงนี้ หมายถึงเพียงแค่สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราหรือไม่? ขอที่จะสังเกตคำว่า "เพิ่มเติม" คำ ๆ นี้หมายถึงเกินความจำเป็นที่เราต้องการ

เราทั้งหลายมีเสื้อผ้าแค่สามชุดก็พอที่จะใส่แล้ว มีรองเท้าคู่เดียวก็พอแล้ว เงินเดือน 5000 ก็พอแล้ว แล้วเรามีทั้งหมดกี่ชุด มีกี่คู่ มีเงินเดือนเท่าไรเล่า แน่นอนว่าเราทั้งหลายมีมากกว่านั้นแน่นอน นั่นหมายถึงว่าพระองค์จะทรงเพิ่มเติม เพื่อให้เรามีเพียงพอสำหรับทำงานของพระองค์ด้วย

3. อ่านพระคัมภีร์ จะเห็นบทเรียนจากแบบอย่างชีวิตของผู้เชื่อ

ข้าพเจ้ามีกำหนดการที่จะไปเทศนาที่จังหวัดยะลา หลายคนก็เตือนข้าพเจ้า กลัวว่าข้าพเจ้าจะได้รับอันตราย

ข้าพเจ้าก็ตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่กลัว เพราะชีวิตของข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ไม่ได้อยู่ในมือของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ในมือของคุณหมอ ไม่ได้อยู่ในมือของซาตานหรือตัวเราเอง ชีวิตของข้าพเจ้าอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า"

ถ้าพระเจ้าไม่ให้ตาย ก็ไม่ตาย แต่ถ้าพระเจ้าจะให้ตาย อย่างไรก็ต้องตาย

พระคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงแบบอย่างของผู้รับใช้หลายท่านที่สัตย์ซื่อกับพระเจ้า เขาเหล่านั้นตระหนักดีว่า ชีวิตของเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

ไฟ สิงโต และหนอน อะไรอันตรายที่สุด? ไฟฆ่าคนได้มากมาย สิงโตกัดได้ทีละคน และหนอนเล่า อาจดูแล้วน่ารัก ไม่น่ากลัวเลย แต่ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะพบว่าถ้าไม่ถึงที่ตาย แม้จะถูกเผาไฟก็ไม่ตาย ดังเช่นเพื่อนสามคนของดาเนียล สามารถออกจากกองไฟโดยไร้ซึ่งรอยไหม้ หรือแม้จะอยู่ในถ้ำสิงโตก็ไม่ตาย ดังเช่น ดาเนียลเข้าไปในถ้ำสิงโต สิงโตก็กลายเป็นเหมือนแมวทันที แต่หนอนที่น่ารัก ก็ได้คร่าชีวิตเฮโรดขณะที่เขากำลังกล่าวปาฐคถา

ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะเห็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้

 

แบบอย่างชีวิตของอับราฮัม

เรื่องราวในพระคัมภีร์ทุกอย่าง ล้วนมีอิทธิพลต่อโลกได้จนปัจจุบันนี้ ชีวิตของทุกคนในพระคัมภีร์ล้วนยังมีอิทธิพลต่อคนทุกยุคทุกสมัย

อับราฮัม มีชีวิตเมื่อประมาณสี่พันปีที่แล้ว แล้วท่านยังคงมีอิทธิพลต่อโลกนี้หรือไม่? มีอิทธิพลต่อชีวิตคริสเตียนหรือไม่? มีอิทธิพลจนกว่าพระคริสต์จะเสด็จมาหรือไม่? แน่นอน ท่านมีอิทธิพลอย่างมากทีเดียว ท่านมีชีวิตที่ไม่ธรรมดา ท่านก่อกำเนิดศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว นั่นคือ 3 ศาสนาใหญ่ของโลก ได้แก่ ยูดาห์ คริสต์ และอิสลาม

ขอที่เราจะไม่หยุดในการศึกษา

ศาสนาทั้งสามเหล่านี้มีจุดร่วมด้วยกัน 4 อย่าง

  1. มาจากพ่อคนเดียวกัน คือ อับราฮัม
  2. ต่างอ้างว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า
  3. อ้างว่าการเปิดเผยนั้นมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน
  4. เชิ่อว่าการเปิดเผยจากพระเจ้านั้นล้วนเป็นความจริง

ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็น่าที่จะรวมกันได้ เข้ากันได้ น่าจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่จากประวัติศาสตร์พบว่ามีสงครามมากมาย มีการฆ่ากันมากมายจนปัจจุบัน ขอหนุนใจเราที่ยังมีกำลังที่จะศึกษา ที่เราจะหาคำตอบว่าทำไมจึงมีความขัดแย้งกันอยู่จนทุกวันนี้

อับราฮัมเป็นคนพิเศษ เป็นบิดาแห่งความเชื่อ ข้าพเจ้าจะขออธิบาย 3 ลักษณะที่ทำให้ท่านได้รับการยกย่องเช่นนี้

1. ท่านสัตย์ซื่อต่อการเปิดเผยทั่วไปที่พระเจ้าให้แก่เขา

Common grace มีหลายอย่าง เป็นพระคุณที่พระองค์ทรงมีต่อทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม เช่น อากาศที่หายใจ อาหารที่รับประทาน แสงสว่างที่ส่องให้ความอบอุ่น ทุกสิ่งพระเจ้าล้วนจัดเตรียมให้

"44 ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
45 ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตก แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม" (มัทธิว
5:44-45)

พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทุกคน ให้เขารู้แน่แก่ใจว่ามีพระเจ้า อยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะสัตย์ซื่อต่อสิ่งนี้หรือไม่ ถ้าเขาสัตยซื่อ เขาจะรู้ว่าโลกนี้มีพระเจ้า แต่ถ้าไม่สัตย์ซื่อ ใช้ความชั่วบีบคั้นความจริง ก็จะไม่เชื่อพระเจ้า

"18 เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง
19 เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว
20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย" (โรม 1
:18-20)

Socrates, Plato และ Aristotle ทั้งสามเป็นนักปรัชญาที่สัตย์ซื่อต่อความสามารถนี้ที่พระเจ้าทรงประทานให้ เขาทั้งสามรู้ว่าโลกนี้มีพระเจ้า ทั้งสามคนคิดค้นหลักการพิสูจน์ความจริง เขาบอกว่า อะไรที่เป็นความจริงจะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่าง

  1. ข้อมูล
  2. เหตุผลสนับสนุนข้อมูลนั้น

ถ้ามีแต่ข้อมูล ไม่มีเหตุผลสนับสนุน นั่นไม่ใช่ความจริง อย่าเพิ่งเชื่อ

ถ้าข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้าจบที่ Cambridge ท่านจะเชื่อหรือไม่? ถ้าใครเชื่อก็คงจะโง่แล้ว เพราะไม่ฟังข้อมูล แต่นักวิทยาศาสตร์เมื่อได้ฟังก็จะยังคงไม่เชื่อ จะต้องเสาะหาว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้เป็นความจริง นี่แหละเป็นหลักการการค้นหาความจริง

และในโลกนี้มีความจริง 2 ประเภท คือ ความจริงที่เป็นรูปธรรม (สิ่งที่จับต้องได้ มองเห็นได้) และความจริงที่เป็นนามธรรม (สิ่งที่ต้องอธิบาย)

ทั้งสามท่านก็ได้บอกว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรมนี้ ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะแจ้งชัดแก่มนุษย์ทุกคน และมีวัตถุประสงค์อย่างเดียว เพื่อให้มนุษย์ทุกคนเถียงไม่ได้เลยว่ามีพระเจ้าพระผู้สร้าง

ความเชื่อแบบเป็นรูปธรรมนั่น ได้จากการให้ข้อมูล ถ้าเป็นความจริง สิ่งนั้นจะบีบให้เราต้องเชื่อ แต่ถ้าไม่เป็นความจริง สิ่งนั้นก็จะบีบให้เราปฏิเสธทันที

ถ้าเราจะมองดูนาฬิกาเรือนหนึ่ง ถ้าบอกว่า "นาฬิกานี้มีผู้สร้าง" เราจะเชื่อหรือไม่? หรือถ้าเราจะถามว่า เชื่อหรือไม่ว่า "นาฬิกานี้เกิดขึ้นได้เอง" ? แน่นอนว่าความจริงบีบให้เราต้องเชื่อว่านาฬิกานี้มีผู้สร้าง

"ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์" (โรม 10:17)

อับราฮัมเชื่อว่าโลกนี้ถูกสร้างโดยพระเจ้า ไม่มีใครประกาศกับอับราฮัมว่ามีพระเจ้า แต่ท่านก็เชื่อว่ามีพระเจ้า แล้วทำไมเราต้องประกาศ? ความเชื่อจากการได้ยินนั้น คือ ความเชื่อถึงเรื่องความรอดจากพระเจ้า ถ้าไม่ได้ยินก็เชื่อไม่ได้

ขณะที่อับราฮัมอยู่คนเดียว พระเจ้าก็เรียกท่านออกมา เพราะในเมืองเออร์ไม่มีใครที่เชื่อพระเจ้าเลย มีเพียงท่านคนเดียวที่เชื่อพระเจ้าองค์เที่ยงแท้

"จงมองอับราฮัมบรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลาย และดูซาราห์ผู้คลอดเจ้า เพราะเมื่อมีเขาอยู่แต่คนเดียว เราได้ร้องเรียกเขา และเราอวยพรเขาและกระทำให้เป็นคนมากมาย"  (อิสยาห์ 51:2

"แล้วโยชูวากล่าวกับประชาชนทั้งสิ้นว่า 'พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า 'ในกาลดึกดำบรรพ์ บรรพบุรุษของเจ้าอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส คือเท-ราห์ บิดาของอับราฮัมและของนาโฮร์ และเขาปรนนิบัติพระอื่น' " (โยชูวา 24:2)

มีเรื่องเล่าของชาวยิว ถึงอับราฮัมและบิดาของท่าน เล่าว่า อับราฮัมเกิดในที่ที่มีการสร้างรูปเคารพขาย และบิดาของเขาก็ขายรูปเคารพ

วันหนึ่งท่านมองมือตัวเอง แล้วท่านก็พูดกับตัวเอง ว่า "เราควรจะกราบไหว้ผู้ที่สร้างมือเรา หรือสิ่งที่มือเราสร้างขึ้นมา เราควรจะกราบไหว้ธรรมชาติ หรือกราบไหว้พระเจ้าผู้ทรงสร้างธรรมชาติขึ้นมา เราควรจะกราบไหว้คน หรือพระเจ้าผู้สร้างคนขึ้นมา?

ท่านก็ได้คุยกับบิดา เมื่อพูดเสร็จท่านก็โดนว่าว่า "พ่อขายรูปเคารพเลี้ยงเจ้าจนโต ทำไมเจ้าจึงพูดเช่นนี้"

วันหนึ่ง บิดาของอับราฮัมเดินไปหมู่บ้านหนึ่ง ไปเช้าเย็นกลับ จึงได้ฝากให้อับราฮัมดูแลร้าน

พอบิดาออกไปได้ไม่นาน ท่านวิ่งไปซื้อไก่ในตลาด กลับมาถึงร้าน ก็ทำลายข้าวของเสีย

เมื่อบิดาของท่านกลับมา เห็นร้านเละเทะ ก็โวยวาย ถามว่าอะไรเกิดขึ้น

อับราฮัมก็ตอบว่า "เมื่อพ่อไปได้ไม่นาน ไก่ที่เป็นรูปปั้นอิจฉาไก่ที่มีชีวิต จึงทำลายข้าวของเสีย"

บิดาของเขาก็บอกว่า "อย่าโกหกเป็นไปไม่ได้ รูปปั้นจะมีชีวิตได้อย่างไร"

 

ฮิตเลอร์กล่าวว่า "เรื่องโกหก พูดสักสิบครั้งก็กลายเป็นเรื่องจริง" ในทุก ๆ ที่ที่ท่านอยู่ บางครั้งท่านเป็นคนเดียวที่เชื่อในพระเจ้า ขอที่เราจะยืนหยัดในความเชื่อ แม้จะไม่มีใครเห็นด้วยกับเราเลย

ในห้องหนึ่ง มีคน 100 คน เมื่อมองปอกปากกาสีดำ ก็เห็นว่ามีสีดำ แต่ถ้า 99 คนในห้อง มองปอกปากกานั้น แล้วบอกว่าเป็นสีน้ำเงิน แล้วเมื่อมีคนถามเรา เราจะตอบว่าสีอะไร? คริสเตียนบางคน อาจคิดว่า สงสัยคงจะตาบอดสีกระมัง แต่ที่จริงแล้ว เราไม่ได้ตาบอดสี เรารู้ความจริง แต่คนเหล่านั้นไม่รู้ เราต้องยืนหยัด พระเจ้ามีจริง นี่เป็นความเชื่อ

 

ต้นปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีโอกาสไปที่ไต้หวัน ข้าพเจ้าได้ไปที่ร้านหนังสือ ได้อ่านคำพยานของเด็กหญิง ป. 5 คนหนึ่ง และได้พบว่าคำพยานของเธอผู้นี้สุดยอดมาก

เด็กหญิงคนนี้เป็นคริสเตียนคนเดียวในห้อง ครูประจำชั้นของเธอเกลียดคริสเตียนมาก

เที่ยงวันหนึ่ง หลังจากเด็กหญิงคนนี้รับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ก็ได้มานั่งที่โต๊ะม้าหิน อธิษฐานกับพระเจ้า

ครูประจำชั้นก็เดินมาหาทันที เอามือตบม้าหิน "ทำอะไรอยู่?"

เธอก็ตอบว่า "กำลังอธิษฐานอยู่ค่ะ"

ครูก็ถามต่อว่า "แล้วคุยกับใคร?"

เธอตอบว่า "คุยกับพระเจ้า"

ครูตอบอย่างทันควันว่า "พระเจ้าไม่มีหรอก เธอก็รู้ว่าพระเจ้ามองไม่เห็น ไม่มีหรอก"

เด็กหญิงผู้นี้จึงกล่าวว่า "ครูขา ขอถามครูหน่อยได้หรือไม่ ว่าครูมีสมองหรือไม่?"

ครูก็ตอบด้วยความโมโหว่า "ทำไมจะไม่มี นี่ไงสมอง" พร้อมชี้ไปที่ศีรษะ

เด็กก็ตอบว่า "มองไม่เห็นคะ ไม่มี ๆ"

ครูตอบว่า "ไม่มีได้ไง เอามีดกรีดออกก็เห็นแล้ว"

เด็กหญิงผู้นี้จึงสวนทันทีว่า "เหมือนกันแหละค่ะ เพียงแค่ครูเปิดใจ ก็จะได้เห็นพระเจ้าทันที"

2. ท่านเชื่อว่าพระเจ้าสามารถใช้ท่านเป็นพระพรแก่หลายคนได้

"1 พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า 'เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้
2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร
3 เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า
' " (ปฐมกาล 12:1-3)

พระเจ้าเรียกอับราฮัมเพื่อออกไปเป็นพรแก่ประชาชาติ ท่านรู้ว่าพระเจ้าต้องการใช้ท่านเป็นพรแก่ประชาชาติ และชีวิตท่านจะเป็นพรเมื่อท่านเชื่อฟังพระเจ้า

คนในโลกนี้มี 4 ประเภท

  1. พวกไร้ทุกข์ เป็นพวกที่ไม่มีความทุกข์ เป็นตัวของตัวเอง ใครจะเอาอะไรก็เอาไป เป็นพวกที่ร้องเพลงว่า "สบายกว่ากันเยอะเลย อยู่เฉย ๆ ดีกว่า" พวกนี้ไม่สนใจใครเลย ไม่ได้ดำเนินตามบิดาแห่งความเชื่อ
  2. พวกอมทุกข์ ทำหน้าอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่เคยแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีเลย
  3. พวกสร้างทุกข์ สร้างเรื่องกับคนอื่น ๆ
  4. พวกปลดปล่อยทุกข์ คนกลุ่มนี้ปลดปล่อยทุกข์แก่คนอื่น เป็นคนแบบอับราฮัม เป็นพร

อับราฮัมเป็นพรได้ เพราะท่านเชื่อฟัง ท่านเชื่อในพระสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่อท่าน

ตอนอับราฮัมออกจากเมืองเออร์ ท่านอายุ 75 และซาราห์ อายุ 65 ปี แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านว่าท่านจะเป็นพรแก่ประชาชาติผ่านทางบุตรชายของท่าน ท่านรอบุตรชายคนนี้นานมาก แล้วพระสัญญาก็เป็นจริง

โมเสสเน้นย้ำเสมอว่า พระเจ้าที่ตรัสกับท่าน เป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ

ทำไมถึงกล่าวถึงแค่สามคน? เพราะสามคนนี้เป็นตัวแทนของความเชื่อ

อับราฮัม เป็นตัวแทนของผู้ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เป็นผู้ซึ่งประทานความรอดแก่มนุษย์

อิสอัค เป็นตัวแทนของลูกที่เกิดตามพระสัญญา ไม่ได้เกิดจากเนื้อหนัง

ยาโคบ เป็นเจ้าชายแห่งอิสราเอล พระเจ้าทรงเลือกท่าน ไม่ได้เลือกเอซาว พระองค์ทรงเลือกอิสราเอลให้ได้เห็นแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ฮีบรู 11 เราจะเห็นบุคคลแห่งความเชื่อหลายคน และจะเน้นเป็นพิเศษ 4 คน คือ อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และโมเสส ซึ่งมีความหมายคือ

  • อับราฮัม = พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเดียว
  • อิสอัค = พระเจ้าทรงเลือกตามพระสัญญา
  • ยาโคบ = พระเจ้าทรงมีแผนการแก่มนุษย์
  • โมเสส  = พระเจ้าทรงเรียกให้ทำแผนการของพระองค์ให้สำเร็จ

สมัยโมเสส ท่านอยู่ในประเทศอียิปต์ เจ้าแห่งอียิปต์คือฟาโรห์ พระเจ้าทรงเลือกชนชาติอิสราเอล นำอิสราเอลออกจากอียิปต์ ปลดปล่อยเขาจากทาสไปสู่ไท วันที่ท่านเกิดมีคนตาย ท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี เริ่มพันธกิจคู่กับอาโรน มีปัสกา มีแกะตาย ข้ามทะเลแดง เมื่อข้ามแล้วทะเลปิดจะไม่กลับไปอีก และท่านนำอิสราเอลเข้าสู่คานาอัน

สมัยพระเยซู พระองค์ทรงเสด็จมาในโลก มีเจ้าแห่งโลกคือซาตาน ทรงเลือกคนของพระองค์ นำมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาป วันที่ทรงประสูติก็มีเด็กที่ต้องตาย พระองค์ทรงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 วัน เริ่มพันธกิจโดยมียอห์นผู้ให้บัพติสมาเป็นผู้เตรียมมรรคาให้พระองค์ ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ผ่านการบัพติสมา เป็นการบอกว่าจะไม่หันกลับอีกแล้ว และพระองค์ทรงเป็นทางที่จะนำคนเข้าสู่สวรรค์

เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าอับราฮัมไม่เชื่อฟัง เพราะท่านเชื่อฟัง ท่านจึงได้สืบเชื้อสายไปยังอิสอัค ยาโคบ โมเสส และพระเยซูคริสต์ และเป็นพรแก่ประชาชาติ

3. ท่านวางใจพระเจ้าด้วยสุดใจ

ตอนที่ท่านออกจากเมืองเออร์ เมื่อท่านอายุได้ 75 ปี

เมืองเออร์ ซึ่งอยู่ที่เมโสโปเตเมีย (เมโส แปลว่ากลาง, โปเตเมีย แปลว่าน้ำ) เมืองเออร์อยู่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย เป็นเมืองที่เจริญมาก และอับราฮัมก็มีฐานะร่ำรวย มีคนงานมากมาย มีทหาร 318 คน ซึ่งยังไม่นับครอบครัวของทหาร ท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจ และท่านก็คงจะอยู่ที่เมืองเออร์อย่างสบายมาก

แต่พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกมาจากเมืองนั้น เพราะผู้ที่จะเป็นพรจะอยู่กับที่ไม่ได้ จะต้องออกจากความสบาย ติดตามพระเจ้า

หลายครั้งคริสเตียนไม่สามารถเป็นพรได้ เพราะว่าสบายเกินไป และเคยชินกับความสบาย

สาเหตุที่ทำให้ชีวิตคริสเตียนไม่เติบโต มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่ใช่จากเพราะขาดวัตถุ แต่เพราะวัตถุมากเกินไป

อับราฮัมออกมา พร้อมกับทรัพย์สมบัติมากมาย และคนมากมาย รวมถึงภรรยาของท่าน คือ ซาราห์ และหลานที่ชื่อโลท

ตอนที่ซาราห์อายุได้ 89 ปี พระเจ้าก็บอกว่าท่านจะตั้งครรภ์ บอกว่าอีกหนึ่งปีท่านจะได้คลอดลูก และก่อนที่นางจะคลอดลูก ก็ได้เกิดเหตุการณ์ คือ มีกษัตริย์อยากได้เธอเป็นภรรยา ทั้ง ๆ ที่เธอมีอายุมากแล้ว เธออ่อนสุภาพมาก

"เช่นนางซาราห์เชื่อฟังอับราฮัมและเรียกท่านว่านาย ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติดี และไม่มีความหวาดกลัวสิ่งใด ท่านก็เป็นบุตรหลานของนาง" (1เปโตร 3:6)

หญิงคนเดียวที่พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่าเสียชีวิตด้วยอายุเท่าไร คือ นางซาราห์ เธอเสียชีวิตด้วยอายุ 127 ปี

ความงามของหญิง คือ ความอ่อนโยนและการเชื่อฟัง ถ้าเป็นเช่นนี้จะน่ารักมาก ตรงข้ามกับหญิงที่แข็งกร้าวและโต้เถียง

ถ้าเราเชื่อฟังพระเจ้า เราจะมีอิทธิพลต่อคนรุ่นก่อนและคนรุ่นหลัง

ตอนที่ท่านออกจากเมืองเออร์ คนทั้งเมืองคงจะแตกตื่น เพราะคนจำนวนมากอพยพออกไป แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าไปที่ใด แต่ท่านวางใจว่าพระเจ้าจะทรงนำท่านไป

อับราฮัมเสียชีวิตเมื่ออายุ 175 ปี ท่านใช้ชีวิตตลอด 100 ปี จากตึกมาอยู่เต๊นท์ เป็นเหมือนแขกพเนจรในโลก เพื่อหาแผ่นดินแห่งพันธสัญญา

ท่านเชื่อฟังพระเจ้า วางใจพระเจ้า ขอที่เราจะเป็นเหมือนอับราฮัม

 

ลูกอูฐถามแม่อูฐว่า "แม่ครับ ทำไมเราจึงประหลาด ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่น มีโหนกอยู่ที่หลัง ขนตาก็ยาว จมูกก็มีแผ่นปิดเปิดได้ ท้องก็ย้อย ขาก็บาน"

แม่เลยตอบว่า "ลูกเอ๋ย เราไม่ได้แปลกประหลาดหรอก พระเจ้าสร้างเราเยี่ยม เพราะโหนกไว้เก็บไขมัน ทะเลทรายหนาว จะได้ให้ความอบอุ่น ขนตายาวก็เพื่อป้องกันฝุ่น จมูกที่มีบานเปิดปิดเพื่อจะได้ปิดเวลามีพายุทราย ท้องที่ย้อย ๆ ก็ไว้เก็บน้ำ ขาบาน ๆ จะได้เดินได้ในทะเลทราย พระเจ้าสร้างเราได้อย่างดีเยี่ยม"

ลูกก็ดีใจ และก็ถามแม่ว่า "แม่ครับ เมื่อพระเจ้าสร้างเราอย่างนี้ แล้วทำไมเราถึงอยู่ในสวนสัตว์ล่ะครับ"

เรามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นพระพร ขอที่เราจะไม่อยู่ในสวนสัตว์

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 08/08/2010

เรื่อง อับราฮัม บิดาแห่งความเชื่อ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com