คนที่เป็นพระพรต่อผู้อื่น

FollowHisSteps.com
 


"3 พระองค์จึงเสด็จออกจากแคว้นยูเดียและกลับไปยังแคว้นกาลิลีอีก
4 พระองค์จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย
5 พระองค์จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่ง ชื่อสิคาร์ในแคว้นสะมาเรีย ใกล้ที่ดินซึ่งยาโคบให้แก่โยเซฟบุตรของตน
6 บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น พระเยซูทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อย จึงประทับลงที่ข้างบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง
7 มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า 'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง'
8 ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง
9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า 'ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรีย' (เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย)
10 พระเยซูตรัสตอบนางว่า 'ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า 'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง' เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า'
11 นางทูลพระองค์ว่า 'ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำธำรงชีวิตนั้นมาจากไหน
12 ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย' " (ยอห์น 4:3-12)


พระคัมภีร์ตอนนี้ ได้แนะนำให้เรารู้จักของหญิงคนหนึ่ง เป็นคนที่อยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นหญิงชาวสะมาเรีย

เราทั้งหลายมีชีวิตที่วุ่นวายอยู่ในกรุงเทพมหานคร บางคนอาจจะยุ่งอยู่กับการเรียน การงานตลอดสัปดาห์ และวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้หยุด แม้กระนั้นก็ตาม บางคนที่ค้าขายก็อาจไม่ได้หยุดงานเลย กล่าวได้ว่าทำงานปีละ 365 วัน

ถ้าอาทิตย์หนึ่งเรามีวันหยุดหนึ่งวัน เราก็คงอยากจะใช้เวลานั้นในการพักผ่อน ใช้ชีวิตส่วนตัว เพื่อจะได้มีเวลาสงบใจ ไม่ต้องวุ่นวายในสังคมเมือง มีเวลาเป็นของตัวเอง การที่เราใช้ชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่แปลว่าโดดเดี่ยว

คนโดดเดี่ยว คือ คนที่ไม่มีเพื่อนฝูงเลย เป็นคนที่น่าสงสารมาก และหญิงชาวสะมาเรียคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนโดดเดี่ยว เธอไม่ไปมาหาสู่กับใคร

หลายครั้ง เมื่อเราออกไปธุระในที่สักแห่ง เมื่อพบกับคนคนหนึ่งแล้วเราจะรู้สึกว่าอยากหลบคนนั้น เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับคนคนนั้น อาจเป็นเพราะเหตุผลบางประการ หรืออาจเป็นเพราะอารมณ์ยังไม่ดี ยังไม่พร้อมที่จะพูดคุย จนต้องทำให้ต้องเดินหลบหลีกไป หรืออาจแกล้งมองไม่เห็น

แต่จากพระคัมภีร์ตอนนี้ พระคริสต์ทรงมีความตั้งพระทัยที่จะเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย

เส้นทางระหว่างยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี จะต้องผ่านแคว้นสะมาเรีย แต่ชาวยิวหลายคนไม่ยอมเดินทางนี้ กลับเดินอ้อมไปเพื่อจะไม่ต้องผ่าน แต่พระคริสต์ก็ทรงเสด็จมาทางนี้

เราทราบได้ว่าหญิงคนนี้โดดเดี่ยว เนื่องจาก

 

1. หญิงชาวสะมาเรียผู้นี้ไม่ได้รับการยอมรับ

หญิงคนนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่สามารถเข้าไปตามงานสังสรรค์ต่าง ๆ ในสังคมได้

ขอบคุณพระเจ้าที่มีผู้สมัครค่ายโบสถ์มากมาย เมื่อไปที่ค่ายก็จะมีการแบ่งกลุ่มย่อย และในกลุ่มนั้นเราก็อาจเจอคนที่ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าเลย และก็จะมีการแสดงความยินดีที่ได้รู้จัก แต่แท้จริงแล้ว ในใจบางคนอาจไม่ได้รู้สึกอยากคุยด้วยเลย ทักทายก็เป็นเพียงแค่ประเพณี ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้าและอาจไม่กล้ามาอีกเลย หวังว่าพี่น้องจะไม่มีจิตใจเช่นนี้ ขอที่เราจะใช้ความรักของพระเจ้าในการต้อนรับ แล้วเราจะคุ้นเคยกัน เป็นเพื่อนกัน

เรารู้ได้ว่าหญิงคนนี้ไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากเธอมาตักน้ำในเวลาเที่ยงวัน เพื่อพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้มีใครสนใจเธอ

เราทุกคนคงจะรู้สึกได้ว่า เมื่อไปไหนมาไหน อากาศร้อนอย่างมาก ภาวะอากาศร้อนเช่นนี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ปลายประเทศในโลกนี้ก็ต้องประสบภาวะความร้อนที่มากขึ้น และก็คงไม่มีใครอยากออกไปข้างนอกเวลาเที่ยงวัน ถ้าผ่านห้างก็คงจะรีบหลบเข้าห้าง แม้ว่าจะไม่อยากซื้อของเลย

เช่นเดียวกัน ในเวลาเที่ยงวัน คงจะไม่มีชาวยิวผู้ใดที่จะออกมาตักน้ำ และถ้าใครออกมาตักน้ำเวลานี้ก็คงจะสติไม่ค่อยดี แต่หญิงคนนี้มาตักน้ำตอนเที่ยงวัน เพื่อที่จะไม่มีใครที่สนใจ ไม่ต้องมีคนเห็น

ตรงกันข้าม หากมาตักน้ำในตอนตะวันตกดิน คนจะเยอะมาก ทุกคนจะมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ  จะมีการซุบซิบนินทาในสิ่งที่ไม่ดี เยาะเย้ยหญิงคนนี้ และหญิงคนนี้คงจะรับไม่ไหว ทนไม่ไหว เพราะคนเหล่านี้จะไม่ต้อนรับเธอเลย

ในสังคม คนมีจิตใจที่ไม่ดีต่อกัน คอยที่จะว่าร้ายคนอี่น ไม่มีการให้อภัย ไม่มีการต้อนรับ

ด้วยเหตุที่เธอได้รับการต้อนรับด้วยสายตาดูถูกเช่นนั้น เธอจึงพยายามไปในที่ที่ไม่มีผู้คน หาเวลาที่จะออกมาตักน้ำเวลาที่ไม่มีใครอยู่

2. หญิงชาวสะมาเรียผู้นี้ไม่ได้รับการยืนยัน

ทุกคนต้องการได้รับการยืนยันว่าเขาเป็นใคร และมีฐานะเป็นอย่างไร เป็นคนใช้ได้หรือไม่ แต่คนรอบข้างมองเธอว่าไม่ใช่คน

เราจำเป็นต้องรู้เบื้องหลังของหญิงผู้นี้

ในสมัยนั้น ชาวยิวและชาวสะมาเรียไม่ไปมาหาสู่กัน ไม่มีความสัมพันธ์กัน

ชาวยิวยืนยันว่าเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า เป็นคนดียอดเยี่ยม บรรพบุรุษของเขาแต่งงานกันเฉพาะในกลุ่มชาวยิว และลูกหลานก็จะเป็นยิวแท้

แต่กลุ่มคนชาวสะมาเรียมิได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาเกิดมาจากกลุ่มชนชาวยิวที่ได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ จึงเป็นเหมือนลูกครึ่ง เป็นเลือดผสม ไม่ใช่เลือดแท้ของชาวยิว

ด้วยเหตุนี้ ชาวยิวจึงดูถูกชาวสะมาเรีย จึงเป็นเหตุที่ชาวยิวเมื่อจะเดินทางจากยูดาห์ไปกาลิลี จะต้องเดินอ้อมไปแคว้นอื่น ยอมเดินระยะทางไกล อ้อมไกล เพราะคิดว่าชาวสะมาเรียเป็นคนไม่ดี เป็นคนที่เขาไม่ชอบ และเขาไม่อยากจะพบเจอ

เปรียบเทียบเหมือนจากคริสตจักรสะพานเหลือง จะไปสามย่าน เพียงแค่เลี้ยวขวา เดินตรงไปก็จะถึง แต่ถ้าเราไม่ยอมผ่าน เราก็จะเดินเข้าทางซอยสองพระ ผ่านทางถนนสี่พระยา เป็นการเดินอ้อมไกลกว่าปกติทีเดียว

หญิงคนนี้เดินทางมาที่บ่อน้ำของยาโคบ เธอไม่ใช่แค่เดินปกติธรรมดา แต่เธอยังต้องแบกถังน้ำ ทั้งหนัก ทั้งร้อน เพื่อไปที่บ่อน้ำ

เมื่อเธอพบพระองค์ เธอจึงกลัว เพราะเธอคิดว่าไม่น่าจะมีใครอยู่ที่บ่อน้ำในเวลานี้ แถมพระองค์ยังเรียกพูดคุยกับเขาอีก และพระองค์ก็ขอน้ำจากเธอ

เธอคงสงสัยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมชาวยิวจึงพูดกับเธอ แถมขอน้ำจากเธอ

3. หญิงชาวสะมาเรียผู้นี้ไม่รู้จักตัวเอง ว่าอยู่ในโลกนี้กำลังแสวงหาอะไร

เราทั้งหลายอยู่ในโลกนี้ มีเป้าหมายของชีวิตอย่างไร? เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างชัดเจน

ขณะที่พระองค์ตรัสกับหญิงผู้นี้ ตอนแรก พระองค์ทรงกล่าวถึงน้ำธรรมดา

แต่ต่อมา ทรงตรัสถึงน้ำธำรงชีวิต ที่ดื่มแล้วจะไม่กระหายอีกเลย และถ้าหากเธออยากได้น้ำนี้ เธอจะต้องเรียกสามีของเธอออกมา

เมื่อเธอได้ยินก็ตกใจ ด้วยงงว่าเหตุไรพระองค์จึงทรงทราบอดีตของเธอ

ความผิดพลาดของชีวิตคนคนหนึ่ง เขาอาจคิดว่าไม่มีใครรู้ และไม่ต้องการให้ใครรู้ แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง และพระองค์ทรงตั้งใจเดินมาทางแคว้นสะมาเรียนี้ ก็เพื่อที่จะได้พบกับเธอ

เธอเป็นคนที่ไม่มีใครรัก ประสบความล้มเหลวในชีวิต แต่งงานมาแล้วหลายครั้ง มีความทุกข์อย่างยิ่ง อยากหลีกหนีปัญหาแต่ไม่มีวิธี ด้วยเหตุนี้เอง หญิงสะมาเรียผู้นี้จึงไม่อยากพบหากับใคร

เมื่อเรามองดูหญิงผู้นี้ เราเห็นเงาของเราเองเป็นเช่นนี้หรือไม่? บางครั้งเราไม่ยอมรับตัวตนของเรา รู้สึกว่ามีปมด้อย ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ใครเล่าไม่เคยประสบความล้มเหลว เราทุกคนล้วนต้องประสบกับความล้มเหลวบ้าง แล้วทำไมจึงไม่เชื่อมั่น ไม่กล้าเดินหน้าต่อไป

ขอบคุณพระเจ้า ที่หญิงคนนี้ได้มาพบกับพระเยซูคริสต์แล้ว แม้ว่าเธอเป็นคนโดดเดี่ยว แต่เดี๋ยวนี้เธอได้พบพระองค์ ได้รับการช่วยเหลือ

 

"13 พระเยซูตรัสตอบว่า 'ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
14
แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์'
15
นางทูลพระองค์ว่า 'ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่'
16
พระเยซูตรัสกับนางว่า 'ไปเรียกผัวของเจ้ามานี่เถิด'
17
นางทูลพระองค์ว่า 'ดิฉันไม่มีผัวค่ะ' พระเยซูตรัสกับนางว่า 'เจ้าพูดถูกแล้วว่าผัวไม่มี
18
เพราะเจ้าได้มีผัวห้าคนแล้ว และคนที่เจ้ามีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ผัวของเจ้า เรื่องนี้เจ้าพูดจริง'
19
นางทูลพระองค์ว่า 'ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ
20
บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้น คือเยรูซาเล็ม'
21
พระเยซูตรัสกับนางว่า 'หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม
22
ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว
23
แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
24
พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง'
25
นางทูลพระองค์ว่า 'ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา'
26
พระเยซูตรัสกับนางว่า 'เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น' " (ยอห์น 4:13-26)

พระองค์ได้สร้างสัมพันธ์กับหญิงผู้นี้ แม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่อยากพูดคุยกับเธอ พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะพูดคุยกับเธอ ขอน้ำจากเธอ

เธอมีถังตักน้ำ และพระองค์ก็ทรงตรัสเพื่อขอน้ำจากเธอ นี่เป็นน้ำฝ่ายร่างกาย

และพระองค์ก็พูดถึงอีกขั้นหนึ่ง คือ น้ำธำรงชีวิต ทรงตรัสต่อเธอว่าถ้าเธอมีน้ำนี้ เธอจะไม่กระหายอีกเลย

เมื่อเธอได้ยิน เธอก็อยากจะได้ เพื่อเธอจะได้มิต้องมาตักน้ำทุกวัน

พระองค์ทรงสนทนาธรรมกับเธอ ทรงเริ่มจากน้ำปกติ จนถึงน้ำธำรงชีวิต ซึ่งจิตวิญญาณของเราทุกคนต้องการ

เมื่อเรากระหายน้ำ เราต้องการน้ำมาดื่ม แต่น้ำธรรมดาไม่สามารถให้ความอิ่มเอมใจแก่จิตวิญญาณของเรา น้ำแห่งชีวิตที่พระองค์ทรงประทานให้ สามารถทำให้จิตวิญญาณของเราอิ่มเอมได้

พระเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่ให้น้ำธำรงชีวิตแก่เราได้ เมื่อเราได้รับ น้ำนี้ก็จะไหลไปจนกระทั่งได้ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราจะไม่แห้งแล้ง

เราทั้งหลายได้น้ำธำรงชีวิตจากพระเจ้าหรือยัง? น้ำแห่งชีวิตนี้จะสามารถดับความกระหายฝ่ายวิญญาณของท่านได้ ถ้าท่านไม่ได้รับ ท่านก็จะกระหายอยู่ แล้วเหตุไรท่านจึงไม่มาหาพระองค์ เพื่อรับน้ำนี้ และได้รับการดับกระหาย น้ำธำรงชีวิตจะพลุ่งพล่านในชีวิตของเรา

พระองค์ตรัสกับเธอจากน้ำธรรมดา จนถึงน้ำธำรงชีวิต และต่อมา พระองค์ก็ทรงให้เธอเรียกสามีของเธอมา

พระองค์ทรงมีพระปัญญาปราดเปรื่อง ขณะที่ทรงสนทนากับเธอ โดยเริ่มจากสิ่งธรรมดา จนก้าวไปถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณ และในที่สุดก็ถามเธอว่าต้องการน้ำธำรงชีวิตหรือไม่ ถ้าต้องการต้องเรียกสามีของเธอมา หญิงคนนี้ตกใจมาก รีบปฏิเสธว่าเธอไม่มีผัว

ขณะที่พระองค์สนทนากับหญิงคนนี้ เธอเริ่มหน้าซีด รู้สึกกลัวว่าทำไมพระองค์จึงทรงทราบทุกสิ่ง และตรัสอย่างชัดเจน

ในที่สุด เธอก็เชื่อและยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ

เมื่อเราเชิญคนมานมัสการพระเจ้าในงานประกาศ ก็จะพบคำตอบเช่นเดียวกับนาง ก็คือ ผู้ที่เราเชิญอาจบ่ายเบี่ยงด้วยการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

หญิงคนนี้พยายามเปลี่ยนประเด็นจากน้ำ เป็นสถานนมัสการ เธอพยายามเปลี่ยนประเด็นของพระองค์ไป โดยกล่าวถึงความเห็นขัดแย้งระหว่างชาวยิวและชาวสะมาเรีย ว่าสถานนมัสการควรจะเป็นที่ใด

แต่พระองค์ก็มิได้ทรงเปลี่ยนประเด็นไปตามเธอ พระองค์มิได้ทรงตรัสถึงสถานที่เลย แต่ทรงตรัสถึงการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง

พระองค์ตรัสกับเธอว่า เธอต้องตัดสินใจ เมื่อพูดถึงน้ำธรรมดา น้ำธำรงชีวิต เรื่องราวฝ่ายวิญญาณ เมื่อเธอได้ทราบแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ก็เป็นส่วนของเธอแล้วที่จะต้องตัดสินใจต้อนรับพระองค์

จากเรื่องราว พระองค์ทรงเสด็จไปหาเธอก่อน สนทนากับเธอ ทำความรู้จัก เพื่อจะก้าวสู้ขั้นการนำเธอกลับใจ

ความล้มเหลวในอดีตของเราพระองค์มิได้ทรงมอง พระองค์จะทรงประทานกำลังใหม่ เรื่องอดีตผ่านไปแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องเริ่มชีวิตใหม่ ลืมบาดแผลในอดีต พระองค์ทรงรักษาเราได้ เพียงแต่เราต้องกลับใจใหม่ อดีตอาจเคยแสวงหาความรักแต่ไม่พบ พระองค์ทรงรักเราทุกคน

 

"27 ขณะนั้นสาวกของพระองค์ก็มาถึง เขาประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า 'พระองค์ทรงประสงค์อะไร' หรือ 'ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง'
28 หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองบอกคนทั้งปวงว่า
29
'มาเถิด มาดูท่านผู้หนึ่งที่เล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้กระทำ ท่านผู้นี้จะเป็นพระคริสต์ได้ไหม'
30 คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์" (ยอห์น
4:27-30)

และสุดท้าย หญิงคนนี้มีความยินดีอย่างยิ่ง เธอทิ้งถังตักน้ำไว้ที่บ่อน้ำ เธอทิ้งภาระของเธอ เธอขอให้พระองค์ทรงรับเธอ รับภาระของเธอ เพื่อเธอจะเข้าสู่ชีวิตใหม่

สาวกเข้าในเมืองเพื่อซื้ออาหาร กลับมาเห็นพระองค์กำลังสนทนากับหญิงผู้หนึ่ง ก็ประหลาดใจ เพราะปกติชายหญิงจะไม่สนทนาในที่เปิดเผย แต่สาวกไม่กล้าทูลถาม

ชีวิตของหญิงผู้นี้ได้เปลี่ยนไป เธอได้วิ่งเข้าไปในเมือง พูดกับคนในเมือง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับใคร เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่ เข้าพบกับฝูงชน ประกาศข่าวดีว่าเธอได้พบพระคริสต์แล้ว และคนเหล่านั้นก็ออกมาหาพระเยซูคริสต์

หญิงคนนี้เชื่อพระองค์ ได้รับพรแล้ว และอยากให้ผู้อื่นได้รับพรด้วย

 

"40 ฉะนั้นเมื่อชาวสะมาเรียมาถึงพระองค์ เขาจึงทูลเชิญพระองค์ให้ประทับอยู่กับเขา และพระองค์ก็ประทับที่นั่นสองวัน
41 และคนอื่นเป็นจำนวนมากได้วางใจ เพราะพระดำรัสของพระองค์
42 เขาเหล่านั้นพูดกับหญิงนั้นว่า
'ตั้งแต่นี้ไปที่เราเชื่อนั้นมิใช่เพราะคำของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเอง และเรารู้ว่าท่านองค์นี้แหละเป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอดที่แท้จริง' " (มัทธิว 4:40-42)

หญิงชาวสะมาเรียผู้นี้ได้เป็นพยาน ทำให้คนในเมืองนั้นแสวงหาพระองค์ และพบพระองค์

แท้จริงคนเหล่านั้นไม่รู้จักพระองค์ แต่เมื่อได้ยินข่าวดี ชาวเมืองก็ได้เชิญให้พระองค์ประทับกับเขาอีก และคนที่เชื่อในพระองค์ก็มีเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่ง เขาเชื่อพระองค์มิได้ด้วยคำพูดของนางผู้นี้ แต่เขารู้จักพระองค์ และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยโลกให้รอด

เราเองต้องได้รับพระพรก่อน ได้รับน้ำแห่งชีวิตก่อน ในอดีตเราอาจเคยมีบาดแผล เคยล้มเหลว แต่พระองค์ทรงรักษาเราได้

หญิงผุ้นี้หมดอนาคต ล้มเหลว ไม่มีใครร้ก แต่บัดนี้ พระองค์ทรงช่วยเหลือเธอ รักษาเธอ เธอไม่เพียงแต่รับสิ่งที่ดีนั้น เธอยังกล้าพบผู้คน สามารถพูดอย่างเปิดเผยว่าเธอได้พบพระเยซูคริสต์แล้ว เธอได้ประกาศเชิญชวนให้ผู้คนมาพบกับพระเยซูคริสต์ และพวกเขาก็ได้พบว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยโลกให้รอด

 

ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 20/06/2010

เรื่อง คนที่เป็นพระพรต่อผู้อื่น

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com