ชีวิตที่มีคุณค่า

FollowHisSteps.com
 


"30 พระองค์ตรัสอีกว่า 'แผ่นดินของพระเจ้า จะเปรียบเหมือนสิ่งใด หรือจะสำแดงด้วยคำอุปมาอย่างไร
31 ก็อุปมาเหมือนเมล็ดพืช (ตามภาษากรีกว่า เมล็ดมัสตาร์ด ชาวยิวในสมัยพระเยซูถือว่าเป็นเมล็ดที่เล็กที่สุด มี 2 ชนิด เมล็ดสีดำและเมล็ดสีขาว ใช้คั้นเป็นน้ำมันหรือใช้เป็นเครื่องเทศ ปกติต้นมัสตาร์ดสูงประมาณเมตรกว่า แต่บางต้นสูงเกือบ 5 เมตร) เมล็ดหนึ่ง เวลาเพาะลงในดินนั้น ก็เล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงทั่วทั้งแผ่นดิน
32 แต่เมื่อเพาะแล้วจึงงอกขึ้นจำเริญโตใหญ่กว่าผักทั้งปวง และแตกกิ่งก้านใหญ่พอให้นกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ในร่มนั้นได้' " (มาระโก 4:30-32)


อบคุณพระเจ้าที่เราได้มานมัสการพระองค์ร่วมกันในเช้าอาทิตย์นี้ เพื่อที่เราเรียนรู้ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อเรา และชีวิตของเราจะสรรเสริญพระเจ้าตลอดวันเวลาที่มีอยู่ในโลกนี้

เดือนนี้ เป็นหัวข้อของ "ชีวิตที่เป็นพรต่อผู้อื่น"

จากพระธรรมตอนนี้ มาระโก 4:30-32 ข้าพเจ้าได้ใคร่ครวญว่าชีวิตที่จะเป็นพรต่อผู้อื่นนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเรา?

บ่อยครั้งที่ชีวิตเรามีคำถามเกิดในใจว่า "ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร?" "จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร?", "ดำเนินชีวิตอย่างไรที่จะเป็นพรต่อผู้อื่น?"

ก่อนอื่น ขอที่เราจะใคร่ครวญจากสิ่งที่เกิดขึ้นในพันธสัญญาเดิม

เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มสร้างโลกนี้ขึ้นมา พระองค์ทรงให้มนุษย์เป็นพรต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งในแต่ละวัน จนกระทั่งในที่สุดพระองค์ทรงก็ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา

พระเจ้ามิได้ทรงให้สรรพสิ่งปกครองดูแลกันเอง แต่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์เพื่อให้ครอบครองดูแลสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ชีวิตของอาดัมจึงเป็นชีวิตที่เป็นพรต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

ต่อมา พระเจ้าสำแดงว่ามนุษย์ไม่ควรอยู่คนเดียว พระเจ้าจึงทรงสร้างคู่พระพรให้แก่อาดัม เพื่อชีวิตของอาดัมจะมีผู้ช่วยเหลือ และที่มนุษย์จะมีลูกหลาน เพิ่มจำนวนมากขึ้น ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนเป็นพรต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง

แต่ความสุขนั้นก็ได้แตกสลาย เมื่อมนุษย์ได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวห้าม มนุษย์ตกในความผิดบาป เริ่มโทษกันและกันว่าใครผิด และท้ายสุด อาดัมก็โทษพระเจ้าว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงประทานเอวาให้แก่เขา และคู่พระพรก็กลายเป็นคู่พระเพลิง เริ่มมีปัญหาระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงอภัยเสมอ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงต้องรับต่อสิ่งที่มนุษย์ได้เลือกไปแล้ว

 

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า แผ่นดินพระเจ้าเปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง เป็นเมล็ดที่เล็กที่สุด ไม่สำคัญอะไร และถูกมองข้างเสมอ ต่อมาเมล็ดนั้นก็ได้กลายเป็นพรต่อสิ่งอื่น ๆ เป็นต้นไม้ใหญ่ และแพร่พันธุ์ออกไป มีคุณค่า นี่คือ ชีวิตที่มีคุณค่า

ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึง 3 ขั้นตอน ที่ชีวิตเราจะเป็นชีวิตที่มีคุณค่า

 

1. ชีวิตที่มีคุณค่า เป็นชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า

"30 พระองค์ตรัสอีกว่า 'แผ่นดินของพระเจ้า จะเปรียบเหมือนสิ่งใด หรือจะสำแดงด้วยคำอุปมาอย่างไร
31 ก็อุปมาเหมือนเมล็ดพืช (ตามภาษากรีกว่า เมล็ดมัสตาร์ด ชาวยิวในสมัยพระเยซูถือว่าเป็นเมล็ดที่เล็กที่สุด มี 2 ชนิด เมล็ดสีดำและเมล็ดสีขาว ใช้คั้นเป็นน้ำมันหรือใช้เป็นเครื่องเทศ ปกติต้นมัสตาร์ดสูงประมาณเมตรกว่า แต่บางต้นสูงเกือบ 5 เมตร) เมล็ดหนึ่ง เวลาเพาะลงในดินนั้น ก็เล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงทั่วทั้งแผ่นดิน' " (มาระโก 4:30-31
)

มนุษย์มีแต่ความผิดบาป ไม่สามารถช่วยตนเองได้ และพระเจ้าทรงเริ่มหาวิธีการที่จะช่วยเหลือมนุษย์

พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงไม้กางเขน เพื่อความผิดบาปของเรา เวลาที่พระองค์ทรงถูกตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์ได้ทรงหว่านเมล็ดพืชไว้ในชีวิตของเรา นั่นคือ "เมล็ดแห่งชีวิต" ซึ่งบ่งบอกถึง "ชีวิตที่บังเกิดใหม่"

หลายท่านเป็นลูกหลานคริสเตียน ได้มานมัสการที่คริสตจักรเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ชีวิตคริสเตียนนั้นจะไร้ค่า ถ้าไม่ได้บังเกิดใหม่ เพราะชีวิตของเราติดมากับความผิดบาปตลอดเวลา มนุษย์เรามีแต่ความเห็นแก่ตัว ยิ่งเวลาผ่านไป มนุษย์ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ตามคำทำนายของพระคัมภีร์ว่า ในยุคสุดท้ายมนุษย์จะมีความเห็นแก่ตัว ชีวิตที่เป็นพร จึงต้องเป็นชีวิตที่บังเกิดใหม่

นิโคเดมัส เป็นชาวฟาริสี เป็นขุนนางชาวยิวที่เคร่งครัดในศาสนา เขาได้เดินทางมาพบพระเยซูคริสต์ในเวลากลางคืน เหตุที่เขาต้องมาในเวลากลางคืน เพราะเขาไม่กล้าประกาศตัวว่ามาหาพระเยซูคริสต์ เนื่องจากถ้ามาหาพระองค์ คนที่พบเห็นก็จะคิดว่าเขาได้มาเป็นสาวกของพระองค์

"ฟาริสี" มีความหมายว่า ถูกแยกออกมา ตามความเข้าใจของเขา คือ ในสังคมที่มีความผิดบาป พระเจ้าได้แยกเขาออกมาจากสังคมนั้น เพื่อให้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาเคร่งครัดมาก พวกเขาปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด และนอกจากนี้เขาก็ได้มีกฎข้อบังคับต่าง ๆ อีกทั้งหมด 613 ข้อ ในบทบัญญัติของเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ

ในวันสะบาโต ตามบัญญัติคือห้ามทำงาน ถ้าหิ้วน้ำ 1 ถังไม่ถือว่าทำงาน แต่ถ้าหิ้ว 2 ถังถือว่าทำงาน การจุดไฟก็ถือว่าเป็นการทำงานเช่นกัน และการเขียนหนังสือก็เขียนได้ไม่เกิน 1 หน้า

ปัจจุบันมียิวหลายคนที่เป็นพวกออร์ธอดอกซ์ เคร่งครัดในข้อปฏิบัติคล้ายฟาริสี ในวันสะบาโตเขาจะไม่เปิดสวิทช์ไฟในบ้าน เขาจะใช้ระบบอัตโนมัติที่เปิดปิดเอง

ในโรงแรมของอิสราเอล เขาจะมีลิฟต์ที่เรียกว่า "ลิฟต์สะบาโต" สร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เพราะเขาถือว่าถ้าหากกดสวิทช์ ถือเป็นการทำงาน ลิฟต์นี้จะเปิดปิดทุกชั้น และจะรอจนถึงชั้นนั้นเข้าจึงจะลง แต่ถ้าหากมีชาวต่างชาติเข้าลิฟต์ด้วย เขาจะให้ชาวต่างชาติกดลิฟต์ให้ได้ แต่เขาจะไม่กดเอง เพื่อจะไม่ต้องละเมิดวันสะบาโต

ชาวฟาริสีคิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่น แต่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า เขาจะต้องบังเกิดใหม่

หลายคนเชื่อพระเจ้า แต่ไม่ได้บังเกิดใหม่

"ท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่จากพันธุ์มตะ แต่จากพันธุ์อมตะ คือด้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและดำรงอยู่" (1เปโตร 1:23)

"ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต" (1ยอห์น 5:12)

เมล็ดพันธุ์ เป็นเพียงเม็ดเล็ก ๆ แต่เป็นเมล็ดแห่งพันธุ์อมตะะ

เมล็ดที่พระคริสต์ตรัสถึงในพระธรรมมาระโก เป็นเมล็ดมัสตาร์ด ซึ่งมีขนาดเล็ก เล็กกว่าเมล็ดงาหรือแมงรัก

มัสตาร์ดมี 2 สี คือขาว และดำ ยิวจะใช้ในการคั้นน้ำมัน และทำเป็นเครื่องเทศ

เมื่อต้นเติบโตสูงขึ้นมา จะสูงได้ถึง 5 เมตร

ในสายตามมนุษย์ เมล็ดมัสตาร์ดอาจดูเหมือนไม่มีค่า เพราะมนุษย์เรามักมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ แต่ถึงแม้ว่าเป็นเมล็ดเล็ก ๆ แต่ก็มีคุณค่า ดังพระธรรมยากอบที่ได้ยกตัวอย่างสิ่งเล็ก ๆ ที่มีพลังมหาศาล

"4 จงดูเรือด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าเป็นเรือใหญ่ และถูกลมแรงพัดแล่นไป เรือก็ยังหันไปมาด้วยหางเสือเล็กๆ ตามใจนายท้ายที่จะให้ไปทางไหน
5 ลิ้นก็เช่นเดียวกัน เป็นอวัยวะเล็กๆ และอวดอ้างเรื่องใหญ่ๆ จงดูเถิด ไฟนิดเดียวอาจเผาป่าใหญ่ให้ไหม้ได้หนอ " (ยากอบ 3:4-5
)

สิ่งเล็ก ๆ แม้จะดูไร้ค่า แต่แท้จริงมีพลังมหาศาล ถ้าเมล็ดนี้อยู่ในชีวิตของเรา ชีวิตเราจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

"การบังเกิดใหม่" หมายความว่า การที่เราหันตัวเราเองกลับมาหาพระเจ้า เป็นการกลับใจใหม่ กลับมาหาพระเจ้า

ถ้าเราหันหน้าหาพระเจ้า เราจะหันหลังให้ซาตาน ถ้าเราหันหน้าหาซาตาน เราจะหันหลังหาพระเจ้า และ การบังเกิดใหม่ เป็นการที่เราพลิกชีวิตของเรา จากหันหน้าหาซาตาน เปลี่ยนมาเป็นหันหน้ามาหาพระเจ้า เริ่มจากการที่เรารับมัสตาร์ดเข้ามาในชีวิตของเรา

 

2. ชีวิตที่มีคุณค่า เป็นชีวิตที่มีการเติบโต

"แต่เมื่อเพาะแล้วจึงงอกขึ้นจำเริญโตใหญ่กว่าผักทั้งปวง และแตกกิ่งก้านใหญ่พอให้นกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ในร่มนั้นได้" (มาระโก 4:32)

ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ยังไม่เข้าโรงเรียน ได้อาศัยอยู่ที่บ้านใกล้กับร้านขายพืชพันธุ์ทางการเกษตร ข้าพเจ้าได้เห็นพืชพันธุ์จำนวนมากมาย และได้มองว่าทำไมเมล็ดเหล่านี้จึงไม่งอก ไม่เติบโตขึ้นมาเลย เมื่อข้าพเจ้าโตขึ้น ก็ได้เข้าใจว่า เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจะต้องถูกหว่านบนดิน ได้รับการดูแลอย่างดี เมล็ดเหล่านั้นจึงสามารถเติบโต และเกิดผลได้ แต่ถ้าเมล็ดนั้นยังคงอยู่ในกระสอบหรือถุง มันจะไม่สามารถเกิดผล เติบโตได้ และถ้าเมล็ดนั้นได้รับการหว่านแต่ไม่ได้รับการดูแล ก็จะเติบโตได้ไม่นานแล้วก็ตาย

เช่นเดียวกัน เมล็ดพันธุ์แห่งการบังเกิดใหม่จะไร้ค่า แม้ว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงหว่านลงไป ถ้าหากเราไม่รับเมล็ดพันธุ์นั้นเข้ามาในใจ วางไว้นอกใจของเรา แต่ถ้าเราให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเข้ามาในใจ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะเติบโตและเกิดผลได้

การหว่านข้าว ข้าวที่หว่านก็จะต้องเป็นข้าวที่ยังคงมีเปลือกอยู่ ก็คงจะไม่มีนำข้าวสุก ที่ผ่านการสีแล้วไปปลูก

เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงประทานให้แก่เรา ไม่ใช่เมล็ดที่ตายแล้ว แต่เป็นเมล็ดที่มีชีวิตอยู่ เมล็ดนี้จำเป็นต้องตายในชีวิตของเรา และเกิดขึ้นมาใหม่

ต้นข้าวจะงอกขึ้นมาได้ เมื่อเมล็ดพันธุ์นั้นกำลังออกราก และรากนั้นกำลังหยั่งลงไปในดิน ต้นข้าวนั้นจึงเกิดการเติบโต

เช่นเดียวกัน ถ้าหากเมล็ดพันธุ์แห่งการบังเกิดใหม่งอกรากขึ้นในใจของเรา เมล็ดนั้นก็จะเจริญเติบโต

การสอดแทรกแห่งรากของการมีชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า บางครั้งก็มีความเจ็บปวด แต่ในความเจ็บปวดนี้ พระเจ้าจะทรงนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของเรา

บ่อยครั้งที่พบว่าเมื่อมีการบังเกิดใหม่ แต่ไม่ดูแล ต้นไม้นั้นก็ไม่สามารถที่จะเติบโต

เมล็ดมัสตาร์ด เมื่อเป็นเมล็ดนั้น มีขนาดเล็กมาก แต่เมื่อเติบโตแล้ว ก็กลับมีขนาดใหญ่กว่าผักทั้งปวง

"จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์" (เอเฟซ้ส 4:13)

ชีวิตของเราจะต้องเติบโต

ชีวิตของเราเกิดในฝ่ายกายดินของเรา กายนั้นเติบโตแล้วก็ตาย เมื่อถึงจุดสุดยอด ชีวิตของเราก็จะเริ่มเสื่อมลง อ่อนแอลง และกลับสู่ดินในที่สุด แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณ เมื่อเติบโตแล้ว จะมีชีวิตตลอดเวลา

ในกายดินเราไม่สามารถเอาอะไรไปได้ สิ่งของที่มีอยู่เราไม่สามารถเอาไปกับเราได้ คนโบราณจึงพยายามสอนโดยวิธีการต่าง ๆ อาทิเช่น การป้อนอาหารให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ให้อาหารนั้นคาอยู่ที่ปาก หรือการเอาเหรียญใส่ไว้ที่ปากของผู้เสียชีวิตแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า คนคนนั้น แม้ว่ามีสิ่งของอยู่กับตัว แต่เขาก็เอาไปด้วยไม่ได้้

สิ่งที่เราจะเอาไปกับเราได้อย่างเดียว คือ จิตวิญญาณที่กำลังเติบโตขึ้นอยู่ทุกวัน เพราะชีวิตของเราเติบโตโดยพันธุ์อมตะ

"เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน" (2โครินธ์ 4:16)

คนใดที่ยังมีใจเป็นหนุ่มสาว เขาจะไม่มีวันแก่ แม้ว่ากายจะทรุดโทรม แต่ถ้าใจเราเติบโตกับพระเจ้า ใจเราจะหนุ่มสาวตลอดเวลา

ขณะที่พืชกำลังเจริญขึ้น ชีวิตของวัชพืชก็เติบโตตามด้วย เช่นเดียวกัน ชีวิตฝ่ายวิญญาณ เมื่อเราเติบโตขึ้น ความบาปก็เติบโตขึ้นตาม เป็นเหมือนวัชพืชที่ทำให้ชีวิตของเราถูกแย่งอาหารไป

พระเยซูคริสต์ทรงประทานมีดด้ามที่เราจะใช้ในการดายหญ้า เราทุกคนมี มีดดาบนี้ก็คือ "การสารภาพบาป"

"ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" (1ยอห์น 1:9)

การสารภาพบาป คือดาบที่เราจะใช้ในการนำวัชพืชเหล่านั้นออกจากชีวิตของเรา เพื่อชีวิตของเราจะเติบโตขึ้น

 

3. ชีวิตที่มีคุณค่า เป็นชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

"แต่เมื่อเพาะแล้วจึงงอกขึ้นจำเริญโตใหญ่กว่าผักทั้งปวง และแตกกิ่งก้านใหญ่พอให้นกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ในร่มนั้นได้" (มาระโก 4:32)

จากเมล็ดมัสตาร์ดเล็ก ๆ ดูเหมือนไร้ค่า แต่เมื่อเติบโตกลับมีขนาดใหญ่ได้สูงถึง 5 เมตร ซึ่งต่างกันราวฟ้ากับดิน

ถ้าเมล็ดเล็ก ๆ ไม่ได้รับการปลูก เมล็ดนั้นก็ยังคงเป็นเมล็ดที่อยู่เฉย ๆ เป็นเมล็ดที่ถูกเก็บไว้ในถุง ไม่ได้มีผลอะไรเลย แต่ถ้าเมล็ดนั้น พระเจ้าได้ทรงใส่ในชีวิตของเราทั้งหลาย พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้เมล็ดนั้นเติบโตขึ้น จนมีผู้เข้ามาอาศัยได้

หญิงคนหนึ่ง ฝันว่าได้พูดคุยกับพระเจ้า และรู้สึกไม่พอใจความทุกข์ยากลำบาก และกล่าวกับพระเจ้าว่า "ทำไมพระองค์จึงทรงให้มีความช่วยร้ายเกิดขึ้นมากมาย? ทำไมพระองค์ไม่ทรงทำอะไรสักอย่างเลย?" และพระองค์ทรงตรัสตอบว่า "เราทำแล้ว เราได้ให้เมล็ดพันธุ์แห่งการบังเกิดใหม่แก่เจ้า เพื่อให้ชีวิตของเจ้านั้นเติบโตขึ้นมา"

ถ้าพระเจ้าจะทรงให้น้ำท่วมโลกอีก ด้งเช่นสมัยโนอาห์ พระองค์ก็ทรงทำได้ แต่พระองค์ได้ทรงเลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้น เพราะพระองค์ทรงประทานพระสัญญาว่าจะไม่ทรงชำระโลกด้วยการล้างด้วยน้ำอีกเลย แต่พระเจ้าได้ทรงเรียกเรา เพื่อที่เราจะนำผู้อื่นกลับมาหาพระองค์

ชีวิตของอาจารย์เปาโล เป็นแบบอย่างที่ดี ท่านเป็นฟาริสีที่เคร่งครัด ที่ได้พยายามข่มเหงคริสเตียน พระเจ้าได้ทรงใส่เมล็ดแห่งการบังเกิดใหม่ในใจเขา ขณะที่เขากำลังเดินทางไปดามัสกัส จากคนที่ตามราวีผู้อื่น กลับต้องถูกผู้อื่นตามราวีในที่สุด

ชีวิตท่านได้เติบโต รับใช้ ประกาศ ตั้งคริสตจักรขึ้นมากมาย ชีวิตท่านได้สร้างสิ่งต่าง ๆ มากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากเมล็ดแห่งการกลับใจใหม่

พระเจ้าทรงใส่เมล็ดแห่งการกลับใจในชีวิตของเราทั้งหลาย อยู่ที่ว่าเราจะยอมให้เมล็ดนั้นเกิดขึ้น เติบโตขึ้นในชีวิตของเราหรือไม่ และเมื่อเมล็ดนั้นเติบโตขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา

ชีวิตที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น คือ ชีวิตที่ยอมเสียสละ

รื่องเล่าเรื่องหนึ่ง กล่าวถึงชายคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ เขาจะต้องทำงานอย่างเหนื่อยยาก ต้องเดินทางไกลเพื่อแบกน้ำมาใช้ที่บ้านของเขา

วันหนึ่งเขาคิดว่าจะทำอย่างไรให้น้ำไหลมาที่บ้านของเขาได้ เขาก็ได้บอกกับต้นไผ่ว่า "ขอตัดเจ้าได้ใหม เพื่อจะทำเป็นทางให้น้ำไหล" ต้นไผ่ก็ยอม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

แต่น้ำก็ยังไหลไม่ได้ เพราะต้นไผ่มีข้อมีปล้อง ชายคนนี้ก็ได้บอกต่อว่า "ขอผ่า เพื่อทะลวงปล้อง เพื่อให้น้ำไหลได้ ได้หรือไม่?" ต้นไผ่ก็ได้ยอม เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชายคนนี้ และต้นไผ่นั้นก็กลายเป็นรางน้ำ เพื่อไหลสู่บ้านของเขา

นี่เป็นเรื่องราวเปรียบเทียบ แต่ผู้หนึ่งที่ทำได้เช่นนี้ คือ พระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์ทรงยอมถูกตรึงที่ไม้กางเขน เพื่อเป็นประโยชน์แก่เราทั้งหลาย

พระเจ้าทรงใส่เมล็ดพืชนั้นในใจของเรา เมื่อเราเติบใหญ่ พระเจ้าอาจให้เราเสียสละบางอย่าง เพื่อให้เราได้สำแดงพระคุณของพระเจ้าสู่ชีวิตของผู้อื่นได้ เราจึงรู้ว่าชีวิตเราเกิดมามีคุณค่า

เราจึงขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ ที่พระองค์ได้ทรงใส่เมล็ดแห่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา ให้เมล็ดนั้นเติบโตในชีวิตของเรา และใช้ชีวิตเราให้เกิดประโยชน์แก่คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน สมาชิกในคริสตจักร หรือเป็นคนที่ที่ทำงานที่อยู่รอบข้างเรา ขอที่เราจะใช้ชีวิตที่อย่างมีคุณค่า ตามน้ำพระทัยของพระองค์

 

ศจ.ดร. สุรศักดิ์ กิติเรืองแสง

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 13/06/2010

เรื่อง ชีวิตที่มีคุณค่า

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com