เราทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก

FollowHisSteps.com
 


"14 ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้
15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น
16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์" (มัทธิว 5:14-16)


พระเยซูคริสต์ตรัสว่า พระองค์ทรงเป็นความสว่างของโลก

"อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต' " (ยอห์น 8:12)

และเมื่อพระองค์ตรัสประโยคนี้ แสดงว่าพระองค์กำลังทรงบ่งชี้ว่า โลกอยู่ในความมืด

ถ้าเราอยากรู้ว่าอยู่ในความมืดจริงหรือไม่ ให้ลองมองดูที่ชาติจีน ซึ่งประเทศจีนมีศาสตร์จีนเป็นเวลา 5000 ปี ยาวนานมาก

ทำไมพระเจ้าทรงสร้างคนจีนมากกว่าชาติอื่น? พระองค์ทรงมีพระประสงค์ของพระองค์อย่างแน่นอน

นักปรัชญาจีนกล่าวไว้ว่า "ฟ้าคือความสว่าง" เมื่อกล่าวถึง "เทียน" ก็กำลังกล่าวถึงผู้ยิ่งใหญ่บนฟ้า ดังที่เราจะได้ยินสำนวนจากหนังจีนเสมอว่า "ฟ้าลิขิต" "สวรรค์มีตา"

 

ปรากฎการณ์เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความมืด

จากประวัติศาสตร์ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังฟ้า ก็ทำให้เกิด 4 อย่างตามมา และคนจีนเป็นตัวแทนของมวลมนุษยชาติทั้งโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความมืด

1. Ego

มนุษย์มีความเป็นตัวเองสูง คิดว่าตนยิ่งใหญ่ที่สุด และเมื่อมนุษย์มี ego ขึ้นมา ก็จะเกิดกำแพงระหว่างเขากับคนอื่น เขาจะไม่วางใจคนอื่น ความสัมพันธ์กับคนอื่นจะแย่ลง

คำว่า "หว่อ" ที่แปลว่า "ฉัน" ภาษาจีนมาจากคำว่า "มือ" และ "หอก" นั่นคำ ๆ นี้มาจากรากศัพท์ว่า "มือถือหอก"

พระเจ้ามิได้ทรงสร้างมนุษย์ให้ถือหอก แต่ให้ถือจอกถือเสียม ทำนาในสวน แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ก็จะถือหอก เพื่อไว้ฆ่ากัน ประวัติศาสตร์จีนจึงมีแต่การแก้แค้น หนังจีนก็จะมีการแก้แค้นกันทุกเรื่อง

จุดยืนของเราตามพระคัมภีร์ ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางการขัดแย้ง คือ ไม่ใช่ตามใจปรารถนาของเรา แต่เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า

"แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า 'โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์' " (มัทธิว 26:39)

ทำไมมนุษย์จึงวุ่นวาย?

พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างโลกนี้ให้วุ่นวาย พระองค์ทรงสร้างอย่างมีระบบระเบียบ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า และทรงสร้างสรรพสิ่งให้อยู่ภายใต้การปกครองของมนุษย์

เมื่อมนุษย์ปกครองสรรพสิ่ง สรรพสิ่งก็ต่ำกว่ามนุษย์ ปกครองง่ายมาก เพราะพระเจ้าประทานสิทธิ์ให้แก่มนุษย์ในการปกครอง

แต่เมื่อไรที่มนุษย์จะต้องปกครองมนุษย์ด้วยกัน ก็เริ่มยากขึ้นมา ด้งที่หลายคนคงจะได้สัมผัสเมื่อมีลูก ซึ่งเลี้ยงดูยาก

และพระเจ้าก็ทรงกำหนดให้ชายปกครองหญิง การที่หญิงยอมให้ชายปกครองไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นสามีหรือเป็นผู้ชาย แต่เป็นเพราะเขาเชื่อฟังพระเจ้า เขาจึงยอมเชื่อฟังสามี

เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์อยากปกครองมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีทางเกิดสันติสุข

พลาโต ได้กล่าวว่า การปกครองมีอยู่ 5 แบบ โดยเรียงลำดับจากดีที่สุดไปที่แย่ที่สุด และเขาก็ได้จัดให้ประชาธิปไตยอยู่ในอันดับที่ 4 จะเห็นได้ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่พลาโตให้ความเชื่อถือ ทั้งนี้เพราะว่า ประชาธิปไตยจะเป็นอันดับ 1 ได้ก็เพียงเมื่อมนุษย์ทุกคนมีความรู้ และมีศีลธรรมที่ดีงาม ถ้าเป็นไม่ได้เช่นนี้ ประชาธิปไตยก็เป็นการปกครองที่แย่

แต่อันดับหนึ่งในความคิดของพลาโต คือ "ราชาธิปไตย" และกษัตริย์องค์นี้จะต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่าง คือ เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ด้วยคุณธรรม และมีอายุยืนเป็นหมื่น ๆ ปี แต่กษัตริย์เช่นนี้ก็หาไม่ได้เช่นกันในโลกนี้

พระเจ้าทรงทราบปัญหานี้ของมนุษย์ จึงได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์ เพื่อที่จะทรงเป็นกษัตริย์

"แต่ส่วนพระบุตรนั้น พระองค์ตรัสว่า พระเจ้าข้า พระที่นั่งของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ พระคทาแห่งแผ่นดินของพระองค์ก็เป็นพระคทาเที่ยงธรรม" (ฮีบรู 1:8)

"เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้ว บนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา" (สดุดี 2:6)

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ด้วยความชอบธรรม และทรงเป็นอยู่เป็นนิษย์

2. ศีลธรรมที่เสื่อมโทรม

มนุษย์มีศีลธรรมที่ตกต่ำ ซึ่งเห็นได้ชัดในสังคม

3. มนุษย์ไม่รู้ว่าอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร กำลังจะไปไหน

มนุษย์หลงทิศทาง ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเงินหรือไม่มีความสามารถ หรือไม่มีสติปัญญา แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะนำเขาไปถึงจุดไหน

4. มนุษย์ไม่มีความหวัง

ขงจื้อได้พูดประโยคหนึ่งว่า "ถ้ารู้ว่าตายแล้วไปไหน ถึงจะต้องตายวันนี้ก็จะยอม"

 

แสงสว่างของโลก

มนุษย์อยู่ในความมืด นี่แหละพระองค์จึงทรงต้องเข้ามาในโลก มิเช่นนั้นมนุษย์จะพินาศในบึงไฟนรก พระองค์เสด็จมาเพื่อที่จะทรงเป็นความสว่างของโลก

ประโยคสั้น ๆ ที่พระองค์ทรงอธิษฐานในเกเสมณี และที่พระองค์ได้ตรัสแก่สาวกของพระองค์ ทำให้เรารู้ว่าเราทำงานเช่นเดียวกันกับพระองค์ ทำอย่างที่พระองค์ทรงทำ

พระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานต่อพระบิดา ว่า

"พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกฉันใด ข้าพระองค์ก็ใช้เขาไปในโลกฉันนั้น" (ยอห์น 17:18)

พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวก หลังจากที่ทรงเป็นขึ้นจากความตาย

"พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่า 'สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงใช้เรามาฉันใด เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น' " (ยอห์น 20:21)

หลายครั้งพระองค์ตรัสคำอุปมาว่า พระองค์ทรงเป็นบางสิ่ง เช่น ทรงเป็นประตู ทรงเป็นเถาองุ่น ทรงเป็นอาหารจากสวรรค์ เป็นทางนั้น เป็นความจริง เป็นชีวิต แต่พระองค์ไม่เคยตรัสแก่สาวกว่าให้สาวกเป็นสิ่งเหล่านี้

แต่มีเรื่องเดียวที่ทรงตรัสให้เราเป็นเหมือนพระองค์ คือ "ให้เราเป็นความสว่าง" พระองค์ทรงเป็นความสว่างของโลก และเราก็จะต้องเป็นความสว่างของโลกเช่นกัน

"14 ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้
15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น
16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์" (มัทธิว 5:14-16)

นครซึ่งตั้งบนภูเขาจะปิดปังไว้ก็ไม่ได้ เพราะว่าเมืองนั้นอยู่บนภูเขา ไม่มีทางที่จะปิดไว้ได้เลย

เราทั้งหลายเป็นความสว่าง พระองค์ทรงตั้งเราไว้ในจุดเด่น และไม่มีใครที่จะปิดได้ ความสว่างนี้ ความมืดมาปิดไว้ก็ไม่ได้ นอกจากเราปิดตัวเราเอง

วัตถุประสงค์ของการจุดตะเกียงก็เพื่อส่องสว่าง เช่นเดียวกัน วัตถุประสงค์ที่พระเจ้าส่องสว่างผ่านทางชีวิตเราในท่ามกลางความมืด ก็เพื่อให้เราเป็นความสว่าง

ในเวลานี้พวกเราเป็นความสว่าง ความสว่างนี้มีโอกาสที่จะไม่ส่องได้ พระองค์จึงตรัสในประโยคต่อมาว่า อย่าเอาอะไรครอบไว้ ให้เราส่องสว่าง

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการส่องสว่าง เราจำเป็นที่จะต้องอ่านกลับไปอีกหนึ่งข้อ นั่นคือ เราจำเป็นต้องเป็นเกลือก่อน เราจึงจะส่องสว่างได้

"ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ" (มัทธิว 5:13)

"เกลือ" คือ คุณภาพของชีวิต เป็นสิ่งที่เราเป็น (to be)

และ "แสงสว่าง" คือ สิ่งที่เราจะต้องทำ (to do)

ถ้าเราไม่เป็นเกลือ ชีวิตเราจะเป็นความสว่างไม่ได้

 

ปัจจัย 7 ประการที่ทำให้คริสเตียนไม่ส่องสว่าง

พระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นหนังสือที่สมบูรณ์จริง ๆ พระคัมภีร์ได้สอนแก่เราว่ามี 7 ประการ ที่จะทำให้คริสเตียนไม่ส่องสว่าง

1. กฎหมายของมนุษย์

หลายประเทศไม่ให้คริสเตียนประกาศข่าวประเสริฐ ถ้าคริสเตียนกลัวกฎหมายมนุษย์ ก็จะไม่ประกาศ และเป็นความสว่างไม่ได้

อาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อ 40-50 ปีที่แล้วจะต้องไปเทศนาที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งคริสตจักรแห่งนี้ไม่ได้บอกหัวข้อ บอกว่าให้เป็นตามพระวิญญาณทรงนำ แต่เมื่อถึงวันเทศนา ทางคริสตจักรก็กระซิบบอกว่า "อาจารย์จะเทศนาเรื่องอะไรก็ได้ แต่อย่าเทศน์เรื่องความบาป โดยเฉพาะเรื่องการกินเหล้า เพราะผู้ปกครองหลายคนดื่มเบียร์ และเรื่องการเล่นหวย เพราะสมาชิกหลายคนเล่นอยู่"

ถ้ากลัวมนุษย์ กลัวผู้อื่นเยาะเย้ย ชีวิตของเราก็จะเป็นความสว่างไม่ได้

"ฝ่ายเปโตรกับยอห์นตอบเขาว่า 'จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าข้าพเจ้าควรจะเชื่อฟังท่าน หรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู' " (กิจการ 4:19)

การเป็นคริสเตียน อาจดูเป็นเรื่องยาก เพราะเราเป็นหนึ่งคน แต่มี 2 กฎ

คนในโลกนี้ รักษาเพียงแค่กฎหมายในโลกนี้ก็พอ แต่คริสเตียนจำเป็นต้องรักษากฎหมายของโลก และกฎหมายของสวรรค์ ถ้ากฎทั้งสองไปด้วยกันได้ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าขัดกัน เราก็จะต้องเลือก

 

2. เราเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกนี้

ท้องฟ้าในเวลากลางคืน ดาวกับพื้นฟ้าอะไรมีพื้นที่มากกว่ากัน? พื้นฟ้าสีดำมีมากกว่า แต่ดาวที่แม้จะมีแสงริบหรี่ ก็ปรากฎให้เห็นได้ชัดเจน และดวงดาวเล็กที่ส่องสว่าง ก็ดีกว่าดาวใหญ่ที่ไม่ส่องสว่าง

ถ้าเราอยู่เป็นคนหมู่น้อย เราก็ทำอะไรบางสิ่งไม่ได้ แต่อาจารย์เปาโลได้หนุนใจว่า อย่าละอายที่จะเป็นพยานต่อคนหมู่มาก เพียงแต่ควรที่จะกระทำอย่างรู้จักกาลเทศะ

 

3. มีถังครอบไว้

"เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น" (มัทธิว 5:15)

คำว่า "ถัง" โดยทั่วไปในภาษาจีนจะใช้คำว่า "ถง" แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้ใช้คำนี้ กลับใช้คำว่า "ต๊ก" คือ ถังตวงที่ใช้ตวงข้าว ตวงหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการค้า

คนไทยเมื่อไม่มีเงิน ก็จะใช้คำว่า "ถังแตก" ก็คือถังนี้นี่เอง

ดังนั้น คำว่า "ถัง" ในพระคัมภีร์ตอนนี้ คือ ถังที่เกี่ยวข้องกับการค้า

หลายครั้งพอธุรกิจการค้าเป็นไปได้ดี ก็จะไม่อธิษฐาน ไม่มาโบสถ์ แต่ไปทำการค้าแทน

ในมัทธิว 13 คำอุปมาของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสเกี่ยวกับการหว่านเมล็ดพืชนั้น เมล็ดบางเมล็ดตกอยู่กลางหนาม นั่นคือ ความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ  อันเป็นผลให้พระวจนะก็ไม่เกิดผลในชีวิตของเขา

"และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล" (มัทธิว 13:22)

ถ้าเดือนหนึ่งพระเจ้าให้เราได้กำไรสิบบาท ก็คงจะถวายสิบลดได้ง่ายมาก เมื่อพระเจ้าอวยพรให้ได้มากขึ้นเป็นร้อยบาท พันบาท เป็นหมื่น ก็ยังถวายสิบลดได้ไม่ยาก  แต่เมื่อพระองค์ทรงอวยพรให้มีกำไรได้เดือนละล้าน ก็จะเริ่มควักเงินยากขึ้น แต่ถ้ายากเช่นนี้ พระเจ้าก็จะให้เราได้กำไรสิบบาทเช่นเดิม

คนของพระเจ้า ยิ่งมีทรัพย์สมบัติมากก็จะยิ่งถ่อมใจมาก

พระเจ้าให้สติปัญญา ให้ความสามารถแก่เราในการทำงาน พระองค์ประทานสิ่งเหล่านี้แก่เราเพื่ออะไร? ในวันหนึ่ง ทุกอย่างจะต้องถูกเผาไฟ ขอที่เราจะใช้ทุกสิ่งที่เรามีในงานของพระเจ้า เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

 

4. อยู่ในที่กำบัง

"ไม่มีผู้ใดเมื่อจุดตะเกียงแล้วจะตั้งไว้ในที่กำบัง หรือเอาถังครอบไว้ แต่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง เพื่อคนทั้งหลายที่เข้ามาจะเห็นแสงสว่างได้" (ลูกา 11:33)

"ที่กำลัง" ภาษาจีนใช้คำว่า "ตี้อิ้น" แปลว่า ใต้ดิน อุโมงค์ ที่ลับ

ดังนั้น การที่คนหนึ่งมีที่กำบังนี้ หมายถึงว่า เขามีสิ่งที่อยู่ในที่ลับ ๆ มืด ๆ นั่นคือความบาปที่เกาะอยู่แน่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเขาไม่สามารถเป็นความสว่างได้

"เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงตรัสว่า 'ถ้าเจ้ากลับมา เราจะให้เจ้ากลับสู่สภาพดี และเจ้าจะยืนอยู่ต่อหน้าเรา ถ้าเจ้าออกปากพูดแต่สิ่งประเสริฐและไม่พูดสิ่งเลวทราม เจ้าจะเป็นเหมือนปากของเรา เขาทั้งหลายจะหันกลับมาหาเจ้า แต่เจ้าอย่าหันไปหาเขา' " (เยเรมีย์ 15:19)

ถ้าเราเป็นความสว่าง คนไม่เชื่อพระเจ้าก็จะเดินมาหาเรา แต่ถ้าความสว่างของเรามืด เราจะต้องเดินไปหาเขา

ถ้าเราอยู่ในอุโมงค์ที่มืด มองไม่เห็นทาง และกำลังหาทางออก เมื่อเห็นสว่างโผล่ออกมา ก็ย่อมที่จะเดินไปหาความสว่างนั้น เพราะนี่เป็นทางออกของเรา

เช่นเดียวกัน ถ้าเราเป็นความสว่าง เราจะเป็นทางออกของคนที่อยู่ในที่มืด

 

5. ตะเกียงอยู่ใต้เตียง

"ไม่มีผู้ใดเมื่อจุดตะเกียงแล้วจะเอาภาชนะครอบไว้ หรือวางไว้ใต้เตียง แต่ตั้งไว้ที่เชิงตะเกียง เพื่อคนทั้งหลายที่เข้ามา จะเห็นแสงสว่างได้" (ลูกา 8:16)

มีหนังเรื่องหนึ่ง พระเอกต้องหาไข่มุกสามเม็ด ซึ่งทั้งสามเม็ดอยู่คนละที่ เพื่อช่วยแม่จากนรก

ไข่มุกเม็ดแรก อยู่กับเมดูซ่า มีงูมากมาย อันตรายมาก แต่เขาก็นำมาได้ และเม็ดที่สอง อยู่กับมังกรเจ็ดหัว

แต่ไข่มุกเม็ดที่สาม อยู่ในลาสเวกัส ซึ่งเขามีเวลาอีก 5 วันที่จะช่วยแม่ได้

พอไปถึงลาสเวกัส ก็มีคนเอาขนมมาให้ มีความสุขสำราญ สุขสบาย จนหลับไป แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ตกใจ และคิดได้ว่าเขามาเพื่อหาไข่มุก ไม่ใช่เพื่อหาความสุขสบาย เขานึกว่ายังมีเวลาอีก 5 วัน แต่เมื่อเขาได้ดูเวลา ปรากฎว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 5 ชั่วโมงเท่านั้น เขาหลงไปกับแสงสีเสียงจนลืมทำภาระกิจ

"เตียง" คือ "ความสบาย"

ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของคริสเตียนไม่ใช่ความยากลำบาก แต่เป็นความสบาย ขอให้เราระวัง เพื่อที่จะไม่ต้องตื่นมาอีกทีเมื่ออายุได้ 80 ปี และคิดได้ว่า เรามาอยู่ในโลกนี้ไม่ใช่เพื่อความสบาย แต่เพื่อเป็นความสว่าง

 

6. เลือกส่องสว่างกับคนบางคน

"43 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู
44 ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
45 ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตก แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม
46 แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ" (มัทธิว
5:43-46)

เราจะต้องส่องสว่างกับทุกคน แม้กับคนที่เราไม่ชอบ

พระเจ้าทรงให้แสงแดด ให้ฝนต่อทุกคนเท่ากัน

ถ้าเราส่องสว่างให้เฉพาะคนที่เราชอบ เราก็ไม่แตกต่างจากคนอื่น ๆ

 

7. ไม่ได้ให้งานของพระเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง

"เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้" (ยอห์น 9:4)

ความหมายของพระองค์ คือ ให้เรารีบฉวยโอกาส เพื่อเป็นความสว่าง เพราะถ้าหมดโอกาสแล้ว จะเป็นความสว่างก็ไม่ได้แล้ว

พระคุณของพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด แต่โอกาสที่จะรับใช้พระองค์บนโลกมีวันสิ้นสุด

 

วัตถุประสงค์ของการส่องสว่าง

"ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์" (มัทธิว 5:16)

ความดีที่เราต้องทำ นั่นคือ สิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสสอนในคำเทศนาบนภูเขา ซึ่งปรากฎใน มัทธิว 5:17 จนจบบทที่ 7

ถ้าเราทำดี เมื่อคนเห็นความสว่างของเรา คนก็จะสรรเสริญพระบิดาบนสวรรค์

คนเหล่านั้นที่เป็นความสว่าง เมื่อทำดี คนจะไม่ชมเขา แต่ชมพระเจ้า

ขอปิดท้ายด้วยพระธรรม เอเฟซัส 2:8-9

"8 ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้
9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้" (เอเฟซัส
2:8-9)

และอยากให้เราอ่านต่อในข้อต่อไป

"เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ" (เอเฟซัส 2:10)

ความดีเป็นหน้าที่ที่คริสเตียนจะต้องทำ เราจึงไม่สามารถอวดได้

เรามิได้ทำดีเพื่อได้รับความรอด แต่เพราะรอดแล้วจึงตอบสนองด้วยการทำดี

 

อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการรวม คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 25/04/2010

เรื่อง เราทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com