รู้จักฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์

FollowHisSteps.com
 


"8 ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์
9 และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ
10 ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์
11 ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย
12 มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว
13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
14 ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ" (ฟิลิปปี 3:8-14)

"แต่บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ เรารอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสตเจ้า" (ฟิลิปปี 3:20)


เทศกาลอีสเตอร์ เป็นเทศกาลที่คริสเตียนทั่วโลกจะร่วมกันเฉลิมฉลอง เป็นเทศกาลแห่งความหวังของคริสเตียน เรามีความเชื่อมั่นในอนาคตข้างหน้า เพราะว่าพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว

เมื่อเราเชื่อมั่นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ชีวิตของเราก็จะมีประสบการณ์กับฤทธิ์เดชของพระเจ้าทุกวัน

คนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวประเทศสหรัฐอเมริกา เขาได้เดินทางไปยังป่าไม้แดง เป็นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่มากมาย เขาได้เห็นต้นไม้ต้นหนึ่งล้มลง ดูเหมือนตายไปแล้ว แต่แท้จริง ลำต้นกลับมีต้นไม้งอกขึ้นมาอีกหลายต้น จึงได้รับการตั้งชื่อว่า "แท่นของเทียน" สิ่งนี้เป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ดูเหมือนว่าต้นไม้นี้ตายไปแล้ว แต่กลับมีต้นไม้เกิดขึ้นจากต้นไม้ต้นนี้อีกหลายต้น ทำให้เราได้เห็นถึงธรรมชาติที่พระองค์ทรงใช้เพื่อบอกสัจธรรมของพระองค์ นั่นคือ "การที่มีการเกิดใหม่ขึ้นมา"

"พระเยซูตรัสกับเธอว่า 'เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก' " (ยอห์น 11:25)

พระเจ้าไม่เพียงแต่มีพระสัญญาว่าผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์จะมีชีวิตเป็นขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่ได้ทรงมีพระสัญญาว่าจะทรงเสด็จมาด้วยฤทธานุภาพ จะมีทูตสวรรค์จำนวนมากอยู่ท่ามกลางเราทั้งหลาย ขอที่เราจะจินตนาการถึงเหตุการณ์นี้ เพื่อที่จะทำให้เรามั่นใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นอยู่ พระองค์ทรงเป็นกษัตรย์ที่เต็มด้วยฤทธานุภาพและสง่าราศี

ขณะที่เราดำเนินชีวิตในโลกนี้ อย่าลืมพระสัญญาที่พระองค์มีต่อชีวิตเรา ได้แก่

  1. เราทั้งหลายจะเป็นขึ้นมา
  2. พระองค์จะทรงเสด็จมา

เมื่อเราคิดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว เราก็จะมีคำถาม คือ เมื่อเราจะเป็นขึ้นมาใหม่ และได้เห็นพระองค์เสด็จกลับมา เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อต้อนรับพระองค์ผู้ทรงเป็นขึ้นจากความตายและจะเสด็จมา? เราจะเตรียมตัวที่จะพบกับพระองค์ผู้ทรงเป็นอยู่นิรันดร์ได้อย่างไร? สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือ เราจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ในพระองค์

"8 ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์
9 และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ" (ฟิลิปปี 3:8-9)

สิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ หมายถึง อย่าให้สิ่งทั้งหลายมาขัดขวางเราไม่ให้รู้จักองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและมีค่ายิ่ง

เราอาจมีสิ่งมีค่าต่างๆ  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีค่าที่เป็นนิรันดร์

ทำไมจึงเหมือนหยากเยื่อและไร้ประโยชน์เล่า? อะไรก็ตามที่ขัดขวางการที่เราจะมารู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า ก็ล้วนเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ขอที่เราจะถือว่าสิ่งทั้งหลายไร้ประโยชน์ เพื่อที่เราจะได้รู้จักองค์พระเยซูคริสต์

สมัยโนอาห์ พระเจ้าทรงใช้ให้โนอาห์สร้างนาวาใหญ่ ท่านและครอบครัวจะต้องเข้าไปในนาวานั้น และคนทั้งหลายที่อยู่ในนาวานั้นจะไม่ถูกน้ำท่วมถึง แต่ผู้ที่อยู่นอกนาวานั้นจะต้องพินาศสิ้น สุดท้ายทั้งโนอาห์และคนในครอบครัวก็ปลอดภัย

"1 เพราะเรารู้ว่า ถ้าเรือนดินคือกายของเรานี้จะพังทำลายเสีย เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานให้ ที่มิได้สร้างด้วยมือมนุษย์ และตั้งอยู่เป็นนิตย์ในสวรรค์
2 เพราะว่าในร่างกายนี้เรายังครวญคร่ำอยู่ มีความอาลัยที่จะสวมที่อาศัยของเราที่มาจากสวรรค์
3 เพื่อว่าเมื่อเราสวมแล้ว เราก็จะมิได้เปลือย" (2โครินธ์ 5:1-3)

พระคัมภีร์ทั้งสามข้อได้กล่าวถึงว่า สภาพร่างกายในโลกนี้ วันหนึ่งจะต้องเน่าเปลื่อยและผ่านไป แต่ว่าเราจะได้รับกายแห่งสวรรค์ซึ่งเป็นอยู่นิรันดร์

กายแห่งสวรรค์ เปรียบเหมือนร่างที่อยู่บนสวรรค์ และ ที่อาศัยที่มาจากสวรรค์เปรียบเหมือนเสื้อตัวหนึ่ง เวลาเราสวมใส่เสื้อ เราก็จะไม่อายเมื่อมีใครมอง เพราะว่าไม่ได้เปลือยอยู่  เช่นเดียวกัน เมื่อเราอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า เราก็จะไม่ได้เป็นที่อับอาย เพราะเมื่อเราอยู่ในพระคริสต์ เราก็เป็นเหมือนได้สวมใส่เสื้อที่เต็มด้วยสง่าราศี แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในพระคริสต์ พระองค์ก็จะไม่ทรงรับเรา

ครอบครัวหนึ่ง มีเด็กอายุ 3-4 ปี เล่นอยู่ในบ้าน และก็ถอดเสื้อออกมา เมื่อมีเสียงกริ่งดังขึ้น เขาก็รู้สึกอาย เพราะไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ก็ได้ไปหลบซ่อน คุณแม่ก็เปิดประตู ลูกคนนั้นก็ตกลงมาจากหน้าต่าง เนื่องจากไปเหยียบบนท่อน้ำ แล้วพลัดตกลงมา ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทำไมเด็กคนนี้จึงต้องแบบซ่อน? แม้เพียงอายุน้อย แต่เขาก็สำนึกตนเองว่าไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เป็นสิ่งที่น่าอายถ้าหากแขกจะได้พบเห็น จึงต้องหนี และเกิดอุบัติเหตุ

พี่น้องที่รักทุกท่าน เราอยู่ในนิรันดร์ อยู่ในพระคริสต์ เราจะไม่เปลือยกาย และเราจะกล้าเผชิญต่อพระพักตร์ของพระเจ้าของเรา แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในพระคริสต์ สภาพของเราก็น่าเวทนา

อะไรคือความเชื่อ? ความเชื่อ คือการยินดีต้อนรับ การมีใจที่ถ่อมลง รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะสม ไม่ได้อาศัยกำลังตนเอง แต่ยินดีรับเอาของขวัญชิ้นหนึ่ง

ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์นั้น คือ ผู้ที่รับเอาพระคุณจากพระเจ้า ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เขาจึงเป็นผู้ชอบธรรม

เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้า เราก็ได้รับพรจากพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ แม้ว่าจะตายไปแล้วก็จะเป็นขึ้นมาอีก

ความเชื่อนี้ ก็คือ การที่เรายินดีต้อนรับความรอด เพื่อจะมีความหวังในนิรันดร์กาล

ดังนั้น สิ่งสำคัญในชีวิตคริสเตียน คือ การต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้า

เราจะเตรียมตัวเพื่อต้อนรับการเป็นขึ้นจากความตายอย่างไร?

วันอีสเตอร์ เป็นวันที่เฉลิมฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ พระองค์มิได้เพียงเป็นจากความตายในประวัติศาสตร์ แต่เราทั้งหลายจะมีประสบการณ์ในฤทธิ์เดชนี้ด้วย คือ ฤทธิ์เดชในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย

คริสเตียนมากมายมีประสบการณ์ สัมผัสถึงการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

มีคำพยานจากคริสเตียนท่านหนึ่ง เขาเป็นคนคนฮ่องกง ชอบเล่นไพ่นกกระจอก ในการแข่งขันเล่นไพ่นกกระจอกสามพันคน เขาก็ได้ที่หนึ่ง จนหนังสือพิมพ์เรียกว่า "ราชาของไพ่นกกระจอก" เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก มีความสำเร็จมาก แต่แท้จริงแล้ว เขาไม่รู้ตัวเลยว่าจิตใจเขาได้ลุ่มหลงอยู่ในเรื่องการพนันเสียแล้ว และได้รับนิสัยไม่ดีจากการติดการพนัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็แย่ลง ร่างกายก็เจ็บป่วย ภรรยาก็พยายามหาหนทางช่วยสามี

มีคนที่รู้จักท่านหนึ่ง ได้แนะนำให้ไปวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งคนเล่ากันว่าขลังมาก  ผู้นำในวัดนั้นก็บอกว่า ถ้าอยากช่วยสามี จะต้องให้เธอเอาหัวโขกพื้นสามพันครั้ง และต้องโขกให้ดังด้วย เพื่อสามี เธอจึงได้โขกจนครบ แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ต่อมาทั้งครอบครัวอพยพไปอเมริกา ชายคนนี้ได้พบกับคริสเตียน และเป็นเพื่อนกัน เพื่อนคนนี้ก็ได้แนะนำให้เขาไปนมัสการที่คริสตจักร จนต่อมาได้เชื่อในพระคริสต์ นิสัยแห่งการเล่นการพนันก็สามารถละทิ้งได้ ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นี่คือฤทธิ์เดชแห่งการขึ้นจากความตายที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ ต่อมาภรรยาเขาก็ได้เชื่อในพระเยซูเช่นกัน

วันหนึ่ง ท่านได้บอกคุณแม่ของท่านว่าจะพาคุณแม่ไปนมัสการที่คริสตจักรด้วยกัน เขาก็มองคุณแม่ด้วยความกลัว เพราะกลัวว่าจะถูกต่อว่า แต่คุณแม่ก็กลับยอมที่จะไปด้วย พร้อมกับบอกว่าได้สังเกตชีวิตของชายคนนี้มานานแล้ว เมื่อพระเจ้าช่วยเขาได้ เธอก็จะนมัสการพระเจ้าของเขา เพราะลูกคนนี้เคยเกเรมาก คิดว่าไม่มีทางที่จะช่วยได้แล้ว

ต่อมาทั้งครอบครัวนี้ก็เชื่อในพระเจ้าทั้งหมด เป็นผลจากพระเมตตากรุณาของพระเจ้า เป็นฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้

เราผู้ซึ่งเป็นคริสเตียน ควรจะมีประสบการณ์บ่อย ๆ ในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ โดยการร่วมทนทุกข์กับพระเยซูคริสต์ ยอมตั้งอารมณ์ตายร่วมกับพระองค์

ความทุกข์ทรมานนี้เป็นอย่างไร? นั่นคือยอมทุกข์ทรมานเพื่อความชอบธรรม

การสิ้นพระชน์ของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร? พระองค์ทรงเชื่อฟังน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้า และยอมถูกตรึงตายที่กางเขน พระองค์สละพระชนม์ของพระองค์ เพื่อคนอื่น ๆ ถ้าเราทั้งหลายได้ทนทุกข์ทรมานเพื่อความชอบธรรม ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เสียสละ ก็จะมีประสบการณ์การเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

แพทย์หญิงชาวจีนท่านหนึ่ง เมื่อท่านได้เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ท่านมีเงินเดือน 3-4 พันเหรียญ ซึ่งมีค่าตอบแทนสูงทีเดียว

วันหนึ่ง ผู้อำนวยการของโรงพยาบาลได้เรียกร้อง บอกว่าถ้ามีคนไข้คนหนึ่งอยากจะตรวจบางอย่าง ขอให้หมอตรวจให้หมด แม้จะไม่จำเป็นที่จะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็ต้องพยายามให้เขาได้อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อโรงพยาบาลจะมีรายได้ แม้แต่การผ่าตัดเล็กก็เปลี่ยนให้เป็นการผ่าตัดใหญ่

แพทย์หญิงผู้นี้ก็ปฏิเสธ ท่านรับไม่ได้ เพราะท่านเป็นคริสเตียน ผู้อำนวยการท่านนี้ก็จึงตัดเงินเดือนของแพทย์หญิงท่านนี้ เหลือเพียง 1400 เหรียญ

แต่แม้ว่าตอนนี้มีเงินเดือนที่ลดลงมากทีเดียว แต่ว่าหน้าตาของท่านก็ยังคงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ท่านขอบคุณพระเจ้าที่ท่านยังมีงานทำ ท่านได้มีประสบการณ์ในฤทธิ์เดชแห่งการขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ ทำให้ท่านเข้มแข็งมั่นคง

ขอที่เราจะมาร่วมเฉลิมฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ขอที่เราจะเลียนแบบอย่างพระองค์ ยอมทุกข์ทรมานเพื่อรักษาความชอบธรรม รับแบบอย่างการเสียสละของพระเยซูคริสต์ เพราะฤทธิ์เดชแห่งการขึ้นจากความตายของพระองค์มิได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ แต่ชีวิตของเราสามารถที่จะสำแดงถึงฤทธิ์เดชของพระองค์

"ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย" (ฟิลิปปี 3:11)

จากคำกล่าวของอาจารย์เปาโลนี้ แสดงว่าอาจารย์เปาโลไม่แน่ใจหรือไม่?

"20 เพราะว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาและความหวัง ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความละอายใดๆเลย แต่เมื่อก่อนทุกครั้งมีใจกล้าเสมอฉันใด บัดนี้ก็ขอให้เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น พระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอ แม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตาย
21 เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร" (ฟิลิปปี
1:20-21)

อาจารย์เปาโลท่านมีความมั่นใจว่าจะเป็นขึ้นจากความตาย ท่านมีความหวังใจ ไม่ได้ละเลยในเรื่องเหล่านี้ จึงได้ทุ่มเทเพียรพยายาม

"12 มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว
13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
14 ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ" (ฟิลิปปี 3:12-14)

แม้ว่าอาจารย์เปาโลจะยืนยันอย่างมั่นคงว่าได้รับความรอดแล้ว ท่านก็ยังคงบากบั่นมุ่งไปข้างหน้า

ทุกวันนี้เรากำลังแสวงหาสิ่งใด? สิ่งหนึ่งที่เราจะขาดไม่ได้เลย ก็คือ การที่เราจะบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า รู้จักฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ ให้ฤทธิ์เดชนี้เต็มเปี่ยมในชีวิตของเรา

เราจะต้องโน้มไปสู่ข้างหน้า ลืมความสำเร็จในอดีต ลืมไปว่าเราได้โตขึ้นมาแล้ว เวลาเราไม่ลืมในสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราหยิ่งผยอง และขอที่เราลืมสิ่งเก่า ๆ ที่ได้พ่ายแพ้ เพื่อเราจะไม่ท้อใจ โน้มตัวไปข้างหน้า บากบั่นไปข้างหน้า ไม่หันกลับอีกต่อไป ไม่ไปทางซ้ายหรือทางขวา มุ่งไปข้างหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้พระเยซูคริสต์

ถ้าเราบอกว่าเราเชื่อในพระองค์ เราจะต้องบากบั่นมุ่งไปข้างหน้า เพื่อเราจะมีชีวิตที่สมบูรณ์มากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน

รางวัลที่พระองค์จะให้เราไปรับนั้น พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้แล้ว

"แต่บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ เรารอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสตเจ้า" (ฟิลิปปี 3:20)

เราจะต้องไม่ลืมสถานภาพของเรา เราอาจมีสัญชาติต่าง ๆ กัน แต่ว่าเราเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน เราทุกคนก็เป็นประชากรของพระเจ้า แน่นอนว่าเราจะมี passport ที่ไปแผ่นดินสวรรค์เหมือนกัน

"เพราะว่า มีคนหลายคนที่ประพฤติตัวเป็นศัตรูต่อกางเขนของพระคริสต์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บอกท่านถึงเรื่องของเขาหลายครั้งแล้ว และบัดนี้ยังบอกท่านอีกด้วยน้ำตาไหล" (ฟิลิปปี 3:18)

หลายคนหมกมุ่นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ ซึ่งเป็นเหมือนศัตรูต่อไม้กางเขน ขอที่เราจะตระหนักเสมอว่า เราเป็นประชากรแห่งแผ่นดินสวรรค์ มีหน้าที่ในการรอคอยการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เราเตรียมตัวเองพร้อมแล้วหรือยัง

"พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระสิริของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพซึ่งทำให้พระองค์ปราบสิ่งสารพัดลงใต้อำนาจของพระองค์" (ฟิลิปปี 3:21)

เราจะมีกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศีเหมือนพระองค์

ชีวิตเราเป็นเหมือนเมล็ด สิ่งที่เป็นเมล็ดอาจเน่าเปื่อย แต่การเป็นขึ้นจากความตายจะไม่เน่าเปื่อย

สิ่งที่หว่านลงไป อาจเป็นความอับอาย แต่การเป็นขึ้นจากความตาย เป็นสง่าราศี

สิ่งที่หว่านออกไปอาจจะเป็นความอ่อนแอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นความเข้มแข็ง

สิ่งที่หว่านไปอาจจะเป็นเลือดเนื้อ แต่สิ่งที่จะได้มาเป็นฝ่ายวิญญาณ

เรารู้ดีว่าตัวเราเองไม่เหมาะสมเลย พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมกายที่เต็มด้วยสง่าราศี ร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนกับกายที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้เรา

1. ในพระคริสต์ เราจึงมีความหวังจากการเป็นขึ้นจากความตายขององค์

2. การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เป็นความหวังนิรันดร์กาลของเรา

ขอพระเจ้าช่วยเหลือเรา ที่เราจะตื่นตัว มีกำลัง บากบั่นมุ่งสู่หลักชัยที่อยู่ข้างหน้า รู้ว่าพระคริสต์ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ และถ้าเรามุ่งมั่นติดตามพระองค์ พระเจ้าจะทรงโปรดประทานชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและพระพรให้แก่เรามากมาย

 

ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

คำเทศนาการนมัสการรวมวันอีสเตอร์ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 04/04/2010

เรื่อง รู้จักฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com