กษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ

FollowHisSteps.com
 


"1 ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี เชิงภูเขามะกอกเทศ แล้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน
2 สั่งเขาว่า 'จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าท่าน ท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมัน จงแก้จูงมาให้เรา
3 ถ้ามีผู้ใดว่าอะไรแก่ท่าน ท่านจงว่า 'พระองค์ต้องประสงค์' แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที'
4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า
5 จงบอกชาวศิโยนว่า กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน โดยพระทัยอ่อนสุภาพ ทรงลา ทรงลูกลา
6 สาวกทั้งสองคนนั้น ก็ไปทำตามพระเยซูตรัสสั่ง
7 จึงจูงแม่ลากับลูกของมันมา และเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลัง แล้วพระองค์ได้ทรงลานั้น
8 ฝูงชนเป็นอันมาก ได้เอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทาง บางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูตามถนน
9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้า กับผู้ที่ตามมาข้างหลัง ก็พร้อมกันโห่ร้องว่า 'โฮซันนา (ในที่นี้ใช้เป็นคำสรรเสริญ) แก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญโฮซันนา ในที่สูงสุด'
10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ประชาชนทั่วทั้งกรุงก็พากันแตกตื่นถามว่า 'ใครหนอ'
11 ฝูงชนก็ตอบว่า 'นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะ ซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี' " (มัทธิว 21:1-11)


วันนี้เป็นวันใบปาล์ม ในการนมัสการของคริสตจักรบางแห่ง สมาชิกจะเข้าแถวรออยู่นอกพระวิหาร เมื่อมีเสียงระฆังดังขึ้นทุกคนก็จะถือใบปาล์ม และเมื่อเสียงเพลงขึ้น ทุกคนก็ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญ และเดินเข้าไปในคริสตจักร

นี่เป็นการที่ได้ระลึกถึงการที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัยชนะ ประชาชนก็ต่างร้องสรรเสริญขอบพระคุณ ร้อง "โฮซันนาแก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญโฮซันนา ในที่สูงสุด"

ขอที่พวกเราได้ระลึกถึงว่า หากเราอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เราจะร้องเพลงสรรเสริญเช่นนี้หรือไม่

สดุดี 24 เป็นบทเพลงบทหนึ่ง ซึ่งชาวอิสราเอลจะร้องเพื่อใช้ในการสรรเสริญพระเจ้า เมื่อได้แบกหีบพันธสัญญาเพื่อเข้ากรุงเยรูซาเล็ม

หีบพันธสัญญาเป็นสัญลักษณ์ของการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ทุกครั้งที่ออกไปสู้รบและได้รับชัยชนะ ก็จะแบกหีบพันธสัญญานี้กลับมา สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องหมายของการเฉลิมฉลอง เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงว่าชาวอิสราเอลให้พระเจ้าทรงนำหน้า พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งพระสิริ

"1 แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้น เป็นของพระเจ้า ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น
2 เพราะพระองค์เองทรงประดิษฐานแผ่นดินไว้บนทะเล และทรงสถาปนามันไว้เหนือน้ำ
" (สดุดี 24:1-2)

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเป็นกษัตริย์เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงฤทธานุภาพ มีอำนาจในการปกครอง

"7 ประตูเมืองเอ๋ย จงยกหัวของเจ้าขึ้น บานประตูนิรันดร์เอ๋ย จงยกขึ้นเถิด เพื่อกษัตริย์ผู้ทรงพระสิริจะได้เสด็จเข้ามา
8 กษัตริย์ผู้ทรงพระสิรินั้นคือผู้ใด คือพระเจ้า ผู้เข้มแข็งและทรงอานุภาพ พระเจ้าผู้ทรงอานุภาพในสงคราม" (สดุดี
24:7-8)

กษัตริย์พระสิริคือผู้ใด ก็คือพระยาเวห์ ทรงมีฤทธานุภาพ ทรงมีชัยชนะเหนือศัตรูทั้งปวง

สมัยนั้นอิสราเอลมีศัตรูมากมาย แต่พระเจ้าก็ทรงช่วยให้อิสราเอลได้ชัยชนะ สำหรับชาวยิวจะระลึกถึงการช่วยเหลือและการช่วยกู้ของพระเจ้าเสมอ

ชีวิตของคริสเตียนในทุกวันนี้ ก็เหมือนอยู่ในสนามรบ หลายครั้งเราก็มีความกดดันและปัญหามากมายมารบกวนชีวิต เหมือนศัตรูอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในที่ทำงานที่ได้รับการกดดัน การดำเนินชีวิตในครอบครัวที่มีความกดดัน สุขภาพไม่แข็งแรง ปัญหาต่าง ๆ รอบด้าน สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนศัตรูในชีวิตของเรา

แต่พระคัมภีร์ตอนนี้ กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ทรงมีฤทธานุภาพเหนือปัญหาทั้งปวง ทรงนำสิ่งที่ดีเข้ามาในโลกนี้ ทรงจัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบ เป็นกษัตริย์ที่บริบูรณ์ด้วยฤทธานุภาพและอำนาจ

อาจารย์ท่านหนึ่งได้เป็นพยาน ว่าท่านได้อธิษฐานเพื่อเพื่อนผู้หนึ่ง เพื่อนคนนี้ถูกวิญญาณครอบงำ ท่านได้บอกว่า คนไม่สามารถทำอะไรได้เลย โดยฤทธิ์เดชแห่งพระนามของพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่จะช่วยเหลือได้

อาจารย์ท่านนี้ได้พึ่งพาฤทธานุภาพของพระเจ้า และได้ขับไล่วิญญาณชั่วออกไปทีละตัว รวมทั้งสิ้นถึง 3 ตัว ตัวสุดท้ายก็ได้กล่าวออกมา เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเพื่อนอาจารย์ เป็นเสียงที่หยาบกระด้าง ได้บอกว่า "เขาชนะแล้ว" คำพูดของเขานี้ไม่ได้หมายถึงว่าเขาได้ชัยชนะ แต่หมายถึง "พระเยซูคริสต์ทรงได้ชัยชนะแล้ว" หลังจากนั้นวิญญาณชั่วก็ได้ละจากเพื่อนของอาจารย์ท่านนี้ไป

หลังจากที่ได้รับประสบการณ์ครั้งนี้แล้ว อาจารย์ท่านนี้ก็ได้มั่นใจว่าในโลกนี้มีวิญญาณชั่ว และการที่เราจะชนะวิญญาณชั่วเราก็จะต้องพึ่งพาพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า ไม่มีวิญญาณใดที่จะมีชัยชนะเหนือพระนามพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ สามารถปกป้องเรา นำพาชีวิตของเรา

อาจารย์อีกท่านหนึ่ง ได้เป็นพยาน อาจารย์ท่านนี้เป็นศาสนาจารย์ เช่นเดียวกับพี่ชายของท่าน ท่านได้รับอิทธิพลจากมารดาของท่าน เพราะในสมัยที่ท่านเป็นเด็ก ได้มีทหารญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิดที่เกาะห้องกง บริเวณที่ท่านอาศัยอยู่นั้นอันตรายมาก ท่านได้อยู่ชั้นสูงสุดของตึก และจะได้ยินเสียงระเบิด ได้ยินเสียงเครื่องบินที่จะมาทิ้งระเบิด ประชาชนและเพื่อนบ้านก็มักจะถามว่าทำไมถึงไม่ย้ายหนีออกไป ก็จะมีคำตอบจากมารดาของท่านว่า "ไม่ต้องกลัว เพราะพระเจ้าจะทรงคุ้มครองเรา"

คนจำนวนมากได้วิ่งหนีเพื่อหลบซ่อนไปในที่ปลอดภัย แต่ครอบครัวนี้ก็จะยังคงยืนหยัดอยู่ที่ตึกนั้น แม้จะรู้สึกอันตราย

วันหนึ่ง มีทหารมาตรวจสอบพื้นที่โดยใช้เฮลีคอปเตอร์ เมื่อเฮลีคอปเตอร์มาถึงที่ตึกก็ได้พบว่ามีของบางสิ่งอยู่บนยอดตึก จึงได้มาตรวจ และก็พบว่าสิ่งที่พบนั้นเป็นลูกระเบิดลูกหนึ่ง แต่ไม่ระเบิด นี่เป็นเรื่องแปลกมาก หน่วยกู้ระเบิดจึงได้ปลดชนวนและได้นำออกไปจากบริเวณนั้น เรื่องนี้ก็ได้ถูกร่ำลือออกไป ว่าทำไมพระเจ้าของเขาศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน เพราะถ้าระเบิดนั้นเกิดระเบิดขึ้นมา ก็จะไม่มีผู้ที่มีชีวิตรอด มารดาของท่านจึงเน้นย้ำเสมอว่า ให้ขอบคุณพระเจ้า และท่านได้ขอบคุณพระเจ้าให้ลูก ๆ ได้ฟังเสมอ ท่านได้สัตย์ซื่อในการติดตามพระเจ้า ทำให้ลูกหลายคนได้ถวายตัวรับใช้พระเจ้า

พี่น้องที่รักทั้งหลาย การคุ้มครองของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เป็นอยู่จริง แม้เราจะคิดไม่ถึง พระเจ้าที่เราเชื่อเป็นพระเจ้าที่ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม และพระองค์ทรงเป็นอยู่

หลายครั้งเราร้องว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ แต่เมื่อเราประสบกับความทุกข์ยากก็กลับเกิดความกลัว ความเชื่อถดถอยลง แล้วกษัตริย์ของเราอยู่ที่ไหนในชีวิตของเรา

"9 ประตูเมืองเอ๋ย จงยกหัวของเจ้าขึ้นเถิด บานประตูนิรันดร์เอ๋ย จงยกขึ้นเถิด เพื่อกษัตริย์ผู้ทรงพระสิริจะเสด็จเข้ามา
10 กษัตริย์ผู้ทรงพระสิรินั้นคือผู้ใด คือพระเจ้าจอมโยธา พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ" (สดุดี
24:9-10)

ประตูเมือง เป็นป้อมปราการ ชาวอิสราเอลจะอาศัยอยู่ข้างใน ดังนั้น ความหมายในตอนนี้คือ ไม่ต้องกลัว พระเจ้าของเราเป็นกษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่ต้องกลัว ขอเพียงเราแสวงหาพระองค์ พึ่งพาพระองค์ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ คำตรัสของกษัตริย์ก็มีอำนาจ ควรที่เราจะเชื่อฟัง

เมื่อมีราชโองการ ทุกคนที่รับฟัง จะต้องคุกเข่าต่อหน้าผู้ที่อ่าน ต้องมีท่าทีที่ถ่อมสุภาพ พระราชโองการเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดที่ทุกคนต้องยอมรับ แม้กษัตริย์ในโลกนี้มีอำนาจเพียงนี้ แล้วพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าสูงสุด พระคำของพระเจ้าเรายิ่งต้องปฏิบัติตาม

"ส่วนพวกทูตสวรรค์นั้น พระองค์ตรัสว่า พระองค์จะทรงบันดาลพวกทูตของพระองค์ให้เป็นดุจลม และทรงบันดาลผู้รับใช้ของพระองค์ให้เป็นดุจเปลวเพลิง" (ฮีบรู 1:7)

แม้กระทั่งลมหรือไฟก็ยังต้องเชื่อฟังคำตรัสของพระเจ้า ดังเช่นเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์กับสาวกอยู่ในเรือ และประสบกับพายุฝน สาวกก็มีความกลัว จึงได้เข้าไปเรียกพระเยซูคริสต์ซึ่งยังทรงบรรทมอยู่ในเรือ พระองค์ก็ทรงเสด็จออกมา และกระทำให้ลมสงบ แม้แต่ลมและพายุก็อยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์

เราควรจะเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่? พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้าเยรูซาเล็ม เป็นกษัตริย์ที่มีชัยชนะ กษัตริย์แห่งพระสิริ เราจึงต้องเชื่อฟังพระองค์

พระเยซูคริสต์และสาวกกำลังเข้าเยรูซาเล็ม พระองค์ให้สาวกเตรียมลูกลาเพื่อใช้ในการพาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ และพระองค์ทรงมีพระทัยอ่อนสุภาพ

"จงบอกชาวศิโยนว่า กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน โดยพระทัยอ่อนสุภาพ ทรงลา ทรงลูกลา" (มัทธิว 21:5)

สมัยโบราณ เมื่อกษัตริย์เสด็จไปที่ใด ก็จะมีข้าราชบริพารคอยป่าวประกาศให้ประชาชนหลบไป แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงลา และมิได้ทรงมีทหารหรือข้าราชบริพารคอยไล่ประชาชน หรือประกาศให้ประชาชนหลบไป ทรงลาและเสด็จเข้าเยรูซาเล็ม

ตามหลักแล้ว กษัตริย์จะไม่ทรงลา แต่จะต้องทรงม้า แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะทรงลา เพราะพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์แห่งสันติสุข ทรงถ่อมสุภาพ ทรงเสด็จเข้าเยรูซาเล็ม

"ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงโห่ร้อง ดูเถิด กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความยุติธรรมและความรอด พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา ทรงลูกลา" (เศคาริยาห์ 9:9)

นี่เป็นคำพยากรณ์ที่ได้ถูกเขียนไว้ว่า พระเยซูคริสต์จะทรงเสด็จมา และเป็นกษัตรยิ์ ทรงมาเพื่อไถ่บาปของมนุษย์

มีคนจำนวนหนึ่งที่เข้ารับเสด็จพระองค์ และร้องสรรเสริญว่า "โฮซันนา" คือ ขอให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วย สรรเสริญพระองค์ ขอพระองค์ทรงประทานความช่วยเหลือ

เมื่อเสด็จเข้าเยรูซาเล็ม หนทางข้างหน้ามุ่งไปสู่ไม้กางเขน พระองค์ทรงต้องการที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ เพื่อที่จะทรงประทานความรอดให้แก่มนุษย์ และทรงเสด็จเข้ามาด้วยความถ่อมสุภาพ ด้วยความอ่อนโยน

อะไรคือความถ่อมสุภาพและความอ่อนโยน? คือการพูดค่อย ๆ หรือไม่? หรือไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็ว่าไม่เป็นไรไม่เป็นไร? นี่เรียกว่าความอ่อนแอ

ความอ่อนสุภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดค่อย ๆ แต่สิ่งเหล่านั้นจะออกมาจากชีวิตที่เต็มด้วยความเมตตาและความรัก

โรงเรียนแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนประถมศึกษา มีเด็กคนหนึ่งเดินเตาะแตะ เดินไม่ถนัด เพราะไม่ได้ผูกเชือกรองเท้า แต่เมื่ออาจารย์ใหญ่เดินผ่านมา อาจารย์ก็ได้บอกกับนักเรียนคนนั้นว่า ทำไมไม่ผูกเชือกรองเท้าให้เรียบร้อย

แทนที่เด็กคนนั้นจะตกใจ และรีบก้มไปผูก ก็ได้ยื่นเท้าให้อาจารย์ท่านนั้น เพราะติดนิสัยจากที่บ้าน

อาจารย์ใหญ่ท่านนั้นก็ได้ยิ้ม และก้มลงไป ผูกเชือกรองเท้าให้

อาจารย์ท่านนี้ได้ละฐานะของท่านเอง เพื่อที่จะปรนนิบัติคนอื่น

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์ได้ทรงละศักดิ์ศรี ฐานะ และพระสิริของพระองค์ ยอมที่จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน เพื่อให้ความรอดมาถึงชีวิตของเรา

เมื่อใกล้เวลาที่พระเยซูคริสต์จะทรงถูกทหารจับนั้น พระองค์ได้ทรงร่วมรับประทานอาหารกับสาวก ได้ทรงล้างเท้าให้กับสาวก แท้ที่จริงมิใช่เพียงล้างเท้า แต่เป็นภาพที่แสดงถึงความถ่อมพระทัยของพระองค์ที่ได้ล้างเท้าแก่สาวก เพื่อเป็นแบบอย่าง แสดงถึงภาพของการที่พระองค์จะทรงยอมสิ้นพระชนม์ เพื่อให้แผนการแห่งความรอดสำเร็จในชิวิตของเรา ทรงเป็นกษัตริย์ ถ่อมสุภาพ เต็มด้วยความรักและเมตตา

ขณะที่พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มนั้น ฝูงชนได้เอาเสื้อของตัวเองปูไว้ที่พื้น ประชาชนบางคนก็ได้ตัดใบปาล์มปูที่พื้น ฝูงชนติดตามพระองค์ และร้องว่า "โฮซันนาแก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระเจริญโฮซันนา ในที่สูงสุด"

เมื่อเดินไป ประชาชนก็ต่างโห่ร้องสรรเสริญด้วยความชื่นชมยินดี

แต่มีบางอย่างเกิดขึ้น จิตใจมนุษย์เปลี่ยนแปลง คำสรรเสริญของฝูงชนเหล่านี้ก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อขณะที่พระองค์ทรงจะถูกตรึงที่กางเขน แต่พระทัยของพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ก่อนเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ได้ทรงเสด็จไปยังที่บ้านของลาซารัส ทรงเรียกให้ลาซารัสคืนชีพ มีหลายคนได้กล่าวเรื่องนี้และกล่าวต่อ ๆ ไป คนเหล่านั้นที่ได้ยินก็อยากมาเห็นพระเยซูคริสต์ หวังที่จะมีกษัตริย์ที่มาเป็นผู้นำของพวกเขา เพื่อปลดปล่อยเขาออกจากการครอบครองของโรม

สำหรับสาวก พวกเขาได้เห็นฤทธานุภาพ และก็เต็มไปด้วยการขอบพระคุณและการสรรเสริญ

สำหรับฟาริสี พวกเขาก็ได้กล่าวห้ามสาวก ไม่ให้ร้องสรรเสริญ แต่พระองค์ทรงตรัสตอบว่า แม้ฝูงชนจะไม่สรรเสริญ ก้อนหินก็จะร้องสรรเสริญ

"เจ้าเมืองถามว่า 'ตรึงทำไม เขาได้ทำผิดประการใด' แต่เขาทั้งหลายยิ่งร้องว่า 'ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด' "  (มัทธิว 27:23)

ปีลาตพบว่าพระเยซูคริสต์มิได้ทรงมีความผิดอะไรเลย และวางแผนจะหาทางช่วยเหลือพระองค์ แต่เสียงจากฝูงชนนั้นดังมาก ให้ตรึงพระองค์ที่กางเขน เสียงเหล่านี้กลายเป็นอิทธิพลและบีบคั้นปีลาต ฝูงชนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มเดียวกันที่เพิ่งจะได้สรรเสริญพระองค์ นี่คือจิตใจของมนุษย์ทีเปลี่ยนแปลงเสมอ

"41 ครั้นพระองค์เสด็จมาใกล้เห็นกรุงแล้ว ก็กันแสงสงสารกรุงนั้น
42 ว่า
'โอ อยากให้เจ้า คือเจ้าเองรู้ในกาลวันนี้ว่า สิ่งอะไรจะให้สันติสุข แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นบังซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว
43 ด้วยว่าเวลาจะมาถึงเจ้า เมื่อศัตรูของเจ้าจะก่อเชิงเทินต่อสู้เจ้า และล้อมขังเจ้าไว้ทุกด้าน
44 แล้วจะเหวี่ยงเจ้าลงให้ราบบนพื้นดิน กับทั้งลูกทั้งหลายของเจ้าซึ่งอยู่ในเจ้า และเขาจะไม่ปล่อยให้ศิลาซ้อนทับกันไว้ภายในเจ้าเลย เพราะเจ้าไม่ได้รู้เวลาที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยมเจ้า
' " (ลูกา 19:41-44)

พระเยซูคริสต์ทรงกันแสงเพื่อกรุงเยรูซาเล็ม กรุงเยรูซาเล็มมีประชาชนจำนวนมาก พระองค์ทรงสถาปนาอำนาจของพระองค์ แต่ไม่มีประชาชนยอมรับและติดตามพระเยซูคริสต์ และหลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 70 เยรูซาเล็มก็ได้แตกลง ทหารกรุงโรมได้เข้าไปเผาเมือง ทุกอย่างถูกเผาสิ้น เยรูซาเล็มเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ มีพระวิหารอยู่ แต่บัดนี้ไม่เหลืออะไรเลย

พระเยซูคริสต์ทรงปรารถนาที่จะให้คนอิสราเอลกลับใจ แต่เขากลับจับพระองค์ พระองค์ทรงต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกทำร้าย

"พระเยซูจึงหันพระพักตร์มาทางเขาตรัสว่า 'ธิดาเยรูซาเล็มเอ๋ย อย่าร้องไห้สงสารเราเลย แต่จงร้องไห้สงสารตนเอง และสงสารลูกทั้งหลายของตนเถิด' " (ลูกา 23:28)

พระองค์มิได้ทรงคิดถึงความทุกข์ยากของตัวเอง พระทัยของพระองค์ทรงห่วงใยประชาชน

วันนี้เป็นวันใบปาล์ม จากวันนี้ทั้งอาทิตย์ถึงวันอีสเตอร์ จะเป็นวันแห่งการทนทุกข์ทรมาน ตั้งแต่วันนี้ขอที่เราจะใคร่ครวญ ระลึกถึงพระองค์ พระองค์ทรงถูกจับ และถูกตรึงที่กางเขน เพราะความรักที่มีต่อเรา แม้จะทรงถูกดูถูกเหยียดหยามเพียงไร แต่พระองค์ก็มิได้ทรงเปลี่ยนแปลง ทรงเต็มด้วยความรักเมตตา

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนร่างของพระเยซูคริสต์ ทรงถูกกระทำเพื่อที่จะรับบาปผิดของเราทุกคน พระองค์มิได้ทรงปิดปากอะไรเลย

"6 เราทุกคนได้เจิ่นไปเหมือนแกะ เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง และพระเจ้าทรงวางลงบนท่าน ซึ่งความบาปผิดของเราทุกคน
7 ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า และเหมือนแกะที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น" (อิสยาห์ 53:6-7)

พระองค์ทรงป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง พระองค์สามารถทำอะไรก็ได้ แต่ก็ทรงยอมและถ่อมพระทัย ละอำนาจของพระองค์ เหมือนแกะที่ถูกนำไปฆ่าเพื่อบูชา

การทนทุกข์ของพระองค์ เป็นการถูกตัดขาด เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา พระทัยของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เราหลายคน อาจเคยร้อนรนมาก่อน อ่านพระคัมภีร์บ่อย อธิษฐานเป็นประจำ แต่ก็ได้กลับเยือกเย็นลง ได้รักโลกนี้มากกว่ารักพระเจ้า

ขอที่พระองค์ทรงจะทรงช่วยเหลือเราและประทับในใจของเรา

 

ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

คำเทศนาการนมัสการรวมวันใบปาล์ม คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 28/03/2010

เรื่อง กษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com