ผลแห่งความเชื่อ

FollowHisSteps.com
 


"8 ​พระ​องค์​ผู้​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ยัง​ไม่ได้​เห็น แต่​ท่าน​ยัง​รัก​พระ​องค์​อยู่​แม้ว่า​ขณะนี้​ท่าน​ไม่​เห็น​พระ​องค์ แต่​ท่าน​ยัง​เชื่อ​และ​ชื่น​ชม ด้วย​ความ​ปีติ​ยินดี​เป็น​ล้น​พ้น​เหลือ​ที่​จะ​กล่าว​ได้​
9 แล้ว​วิญญาณ​จิต​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​ได้รับ​ความ​รอด​เป็น​ผล​แห่ง​ความ​เชื่อ" (1เปโตร 1:8-9)


มีคนหนี่ง ซึ่งเราไม่เคยเห็นท่าน ท่านมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรเราไม่ทราบ แต่เราสามารถรักท่านได้ และเรารักท่านผู้นี้อย่างสุดหัวใจ รักจนกระทั่งยอมที่จะอุทิศตนเพื่อท่าน มีบุคคลเช่นนี้จริง

แม้ว่าเราจะไม่เคยได้เห็นบุคคลผู้นี้เลย แต่เราก็เชื่อวางใจ เชื่ออย่างเต็มกำลัง นำร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ มอบถวายแด่ท่าน ท่านผู้นี้ก็คือผู้ที่อาจารย์เปโตรได้กล่าวถึงในพระธรรมตอนนี้ นั่นคือ องค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระเจ้าผู้ซึ่งเราเคารพบูชา

นี่เป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างยิ่ง องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นทั้งมนุษย์และเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันเราก็เคารพบูชาว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

เพราะว่าเรามีความเชื่อเช่นนี้ มีความชื่นชมเช่นนี้ เราจึงมีความปีติยินดีอย่างมากมาย และจิตวิญญาณของเราก็ได้รับความรอด

พระเยซูคริสต์เจ้าทรงประทานให้ความเชื่อของเราเกิดผล นั่นคือความรอดทางด้านจิตวิญญาณนั้นเอง

ทุกวันนี้เราติดตามพระเยซูคริสต์เจ้าด้วยความเชื่อ และใช้ความรักในการปรนนิบัติพระองค์ เพราะฉะนั้นเราจึงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีและพระพรที่พระองค์ได้ประทานแก่เรา

เมื่อเรามีความเชื่อแล้ว สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึง ได้แก่

 

1. เราจำเป็นที่จะต้องรักษาความเชื่อไว้ให้ดี

ตลอดชีวิตคริสเตียน ความเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงเกี่ยวกับชีวิตของเรา แต่เกี่ยวข้องกับอนาคต คือชีวิตนิรันดร์ของเรา เราจึงต้องให้ความสนใจกับความเชื่อ เพราะขณะที่เราอยู่ในโลก เราจะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า

เมื่อเรารู้ว่าความเชื่อมีความสำคัญเช่นนี้ เราจึงควรที่จะให้ความเชื่อของเราเติบโตขึ้น จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย เราจะต้องรักษาความเชื่อไว้ให้ดี อย่าให้อ่อนแอลง หรืออย่าให้สูญหายไป

อาจารย์เปโตรมีความเชื่อ ท่านจึงได้ติดตามพระเยซูคริสต์ เป็นสาวกของพระองค์ บ่อยครั้งที่ท่านเจอปัญหา เจอวิกฤติในชีวิต

ดังเช่นในทะเลกาลิลี พระเยซูคริสต์ได้ทรงดำเนินบนน้ำ สาวกที่อยู่บนเรือเมื่อได้เห็นก็สะพรึงกลัว พระเยซูคริสต์ตรัสแก่สาวกว่าไม่ต้องกลัว และอาจารย์เปโตรก็ได้ขอพระเยซูคริสต์ที่จะเดินไปหาพระองค์ เดินบนทะเล ท่านก็ได้เดินบนทะเล นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งอัศจรรย์ เพราะพระเยซูคริสต์เจ้าทรงฤทธานุภาพ ท่านเปโตรผู้ซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาจึงเดินบนทะเลได้ นี่เป็นเพราะความเชื่อของท่านเปโตร

แต่เมื่อเดินได้ไปหน่อยหนึ่ง ท่านก็ได้เห็นสภาวะรอบข้าง เห็นพายุ เห็นความมืด ท่านก็ตกใจกลัว แม้ว่าจะมีความเชื่อ แต่ก็ได้เกิดความกลัวขึ้นมา แล้วท่านก็ได้จมลงบนน้ำ

เปโตรจำเป็นจะต้องตกใจกลัวใช่หรือไม่? แท้จริงแล้วท่านเป็นชาวประมง ท่านมีความชำนาญความรู้เกี่ยวกับเรื่องทะเล แต่ขณะนั้นความเชื่อของท่านได้หายไป ท่านก็ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู พระองค์จึงได้ยื่นพระหัตถ์ของพระองค์จับเปโตรขึ้นมา และเดินไปพร้อมกับท่านกลับเข้าเรือ

เราผู้ซึ่งเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า เราทั้งหลายมีความเชื่อ ขอที่เราจะรักษาดูแลให้ดี เราจะต้องให้ความเชื่อเกิดผลในทุกที่ทุกสถานการณ์

 

2. ความเชื่อจะต้องผ่านกระบวนการการฝึกฝนเพื่อให้เข้มแข็งมากขึ้น

มนุษย์เรามีเรื่องที่อาจจะไม่สมปรารถนา ใน 10 เรื่องอาจมีถึง 8 เรื่องที่ไม่ถูกใจ ชีวิตเราต้องผ่านการต่อสู้ การหล่อหลอมมาก เจออุปสรรคความทุกข์ยากต่าง ๆ

สำหรับคริสเตียน ความทุกข์ยากลำบาก หรือสิ่งที่ทำให้เราลำบาก เป็นสิ่งที่ฝึกฝนเราให้เข้มแข็งมากขึ้น เป็นการฝึกฝนความเชื่อของเรา เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดี เข้มแข็งมากขึ้น เหมือนร่างกายเราจะต้องออกกำลังกายฝึกฝนให้แข็งแรง

เมื่อเราเจอปัญหา เรามักคิดว่าเราจะต้องหาวิธีการที่แก้ปัญหา เพื่อให้ปัญหานั้นได้รับการบรรเทาหรือได้รับการแก้ไข แต่สำหรับคริสเตียน เมื่อเราพบเจอปัญหา ขออย่าที่เราคิดเรื่องวิธีการ แต่ให้เราคิดถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราก่อน เราควรที่จะใช้ความเชื่อในการฝึกฝน ต่อสู้ พึ่งพาพระเจ้า เพื่อเราจะสามารถชนะอุปสรรคทั้งปวงได้

มีพี่น้องคริสเตียนที่ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้เผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ กิจการล้มเหลว มีความทุกข์ใจ มีเพื่อนของเขาก็ได้แนะนำให้ไปหาพระ ไปหาเจ้าต่าง ๆ เพื่อที่จะช่วยบรรเทาปัญหา

สิ่งแรกคริสเตียนคนนี้ควรคิด คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ความเชื่อของเขาไม่ผ่านการทดสอบ เขาก็ได้ไปตามคำแนะนำของเพื่อนของเขา และท้ายที่สุด ทุกสิ่งของเขาก็ล้มละลายทั้งสิ้น สติปัญญาของเขาก็ฟั่นเฟือน นี่เป็นเรื่องที่น่าอนาถใจ

เราทั้งหลาย เมื่อเจอเรื่องใดก็ตาม สิ่งแรกที่เราคิดถึง คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า อธิษฐานวิงวอนต่อพระองค์ เพื่อให้ความเชื่อของเราสามารถผ่านการทดสอบ และได้รับการเพิ่มเติมขึ้นมาได้

 

3. ความเชื่อจะเกิดผลได้ก็ต้องมีการประพฤติ

เมื่อโยชูวากำลังพาชนชาติอิสราเอลข้ามแม้น้ำจอร์แดน พระเจ้าก็ทรงแนะนำวิธีการต่าง ๆ ท่านจึงได้พาชนชาติอิสราเอลถึงริมแม่น้ำ ให้ปุโรหิตแบกหีบพันธสัญญาเดินไปข้างหน้า

ขณะนั้น แม่น้ำจอร์แดนท่วมท้นถึงริมฝั่ง แต่พวกเขาทั้งหลายมีความเชื่อว่าจะได้เข้าแผ่นดินแห่งพันธสัญญา และเขาก็ได้มีการประพฤติตามความเชื่อนั้น

เมื่อเลวีที่แบกหีบพันธสัญญาได้เหยียบลงบนน้ำซึ่งกำลังไหลอยู่ และดินที่อยู่ข้างใต้ก็คงเป็นโคลนอยู่ แต่เมื่อขาได้เหยียบไปนั่นเอง แม่น้ำจอร์แดนก็หยุดชะงัด นี่เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าพวกเขาไม่เหยียบลงบนน้ำ น้ำก็ไม่หยุด แต่เมื่อเขาเหยียบลงไป น้ำก็หยุดทันที และได้นำพาชนชาติเข้าไปในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นราชกิจของพระเจ้า พระองค์ทรงกระทำการผ่านทางการเชื่อฟังที่แสดงออกเป็นการประพฤติ

ถ้าความเชื่อไม่มีการประพฤติ ไม่มีการกระทำ เป็นความเชื่อที่ตาย ไม่สามารถที่จะขยับได้ แต่เมื่อความเชื่อสามารถขยับ มีชีวิต ก็สามารถสำแดงออกมาได้ ขอที่เราจะมีความเชื่อที่มีการกระทำ มีการแสดงออกมา

 

4. ความเชื่อจะต้องมีความเป็นเอกภาพ

เรามีความเชื่อ พี่น้องคนอื่นก็มีความเชื่อด้วย ความเชื่อเหล่านี้เราจำเป็นที่จะต้องรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ในคริสตจักรมีเรื่องมากมายที่เราจะต้องรับใช้ร่วมกัน ความเชื่อของพี่น้องหลายคนมารวมกันเป็นหนึ่ง ความเชื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในการกระทำร่วมกัน นี่จะนำมาซึ่งความสำเร็จที่สมบูรณ์

เมื่อโยชูวาจะโจมตีเมืองเยรีโค พระเจ้าได้ตรัสบอกวิธีการ โยชูวาก็ได้เรียกชาวอิสราเอลทั้งหลายมา เพื่อเดินวนรอบเมืองเยรีโควันละรอบ ไม่ต้องพูดอะไร และในวันที่เจ็ดก็ให้เดินวนรอบ 7 รอบ เมื่อครบแล้วให้ทุกคนออกเสียงดัง ร้องตะโกนออกมา และกำแพงเยรีโคก็จะทลายลง ทุกคนจะต้องมีความเชื่อ และรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันในการทำพันธกิจนี้

อาจมีคนไม่เห็นด้วยกับโยชูวา อยากจะตีเยรีโค จะต้องเตรียมธนูเพื่อยิงผู้ที่อยู่ที่กำแพง ต้องเตรียมไม้ซุงที่จะทำลายประตูเมือง เตรียมบันไดที่จะปีนป่ายเข้าไปในกำแพง เตรียมรับมือว่าจะต้องมีคนได้รับบาดเจ็บล้มตายกี่คน ถ้าแค่เดินวนรอบเยรีโคจะสำเร็จได้อย่างไร นี่เป็นความคิดของมนุษย์

สุดท้าย อิสราเอลร่วมมือกันกระทำการตามที่พระเจ้าตรัสสั่ง และก็สามารถทำลายกำแพงเมืองเยรีโคได้

วิธีการของพระเจ้าไม่เหมือนกับมนุษย์ พระเจ้าตรัสสั่งให้มนุษย์ทำเช่นไร ขอที่เราจะกระทำตามที่พระองค์ตรัสสั่งด้วยความเชื่อ ร่วมแรงร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กระทำการตามที่พระองค์ตรัสสั่ง แล้วเราจะเห็นผลแห่งความเชื่อ

 

เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า เราได้รับพระคุณ จิตวิญญาณเราได้รับความรอด สิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเรา ขอที่เราจะสำแดงออก สุดท้าย ร่างกายเราจะต้องมลายไป แต่จิตวิญญาณของเราจะดำรงอยู่ แม้ว่าออกจากร่างกายแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในพระคุณความรอดของพระเจ้า นี่เป็นผลของความเชื่อ

เราคงไม่จำเป็นที่จะต้องบรรยายว่าความสุขในแผ่นดินสวรรค์เป็นเช่นไร พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ชัดแล้ว แต่ในทุกวันนี้ขอที่เราจะดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อ ให้ความเชื่อมีการเจริญเติบโต ขอพระเจ้าทรงประทานพระพรมากมายแก่พี่น้องทั้งหลาย

 

ศจ. จำนง พิริยะพงษ์รัตน์

คำเทศนาโบสถ์รวม คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 07/03/2010

เรื่อง ผลแห่งความเชื่อ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com