เติบโตและอ่อนน้อม

FollowHisSteps.com
 


"พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย" (ลูกา 2:52)


 

1. แบบอย่างด้านการเติบโตของพระเยซูคริสต์

1.1 พระเยซูคริสต์ทรงจำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา

"1 บุตรชายของเราเอ๋ย ถ้าเจ้ารับคำของเรา และสะสมคำบัญชาของเราไว้กับเจ้า
2
กระทำหูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญา และเอียงใจของเจ้าเข้าหาความเข้าใจ
3
เออ ถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ
4
ถ้าเจ้าแสวงปัญญาดุจหาเงิน และเสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้
5
นั่นแหละ เจ้าจะเข้าใจความยำเกรงพระเจ้า และพบความรู้ของพระเจ้า" (สุภาษิต 2:1-5)

เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงสติปัญญา ก็จะเชื่อมโยงกับความยำเกรงพระเจ้าร่วมด้วย

มนุษย์เราสามารถใช้สติปัญญาได้ทั้งในทางที่ดีและในทางที่ไม่ดี ถ้าหากใช้ในทางที่ไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดผลร้าย แต่ถ้าหากใช้ในทางที่ถูกต้อง ก็จะใช้เพื่อเสริมสร้าง

ในพระกิตติคุณได้บันทึกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ เรื่องราวแต่ละตอนก็ได้แสดงให้เห็นถึงพระสติปัญญาที่พระองค์ทรงใช้และทรงสั่งสอนคนในสมัยนั้น

หลายครั้งที่เราพึ่งพาสติปัญญาของตนเอง และเลิกที่จะวางใจในพระเจ้า แต่ขณะที่พระเยซูคริสต์ทรงดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา พระองค์ก็ทรงวางพระทัยในพระเจ้าด้วย

ขณะที่เราดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา ขอที่เราจะวางใจในพระเจ้า นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามั่นคง

เมื่อถามว่าสติปัญญานั้นมาจากไหน หลายคนก็อาจตอบว่า มาจากโรงเรียน ชุมชน สังคมรอบข้าง แต่เมื่อเราเรียนหนังสือสิ่งที่เราได้รับจะเรียกว่า "ความรู้"

แล้วสติปัญญามาจากไหน? สติปัญญามาจากความยำเกรงพระเจ้า

"ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของ ความรู้ คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญาและคำสั่งสอน" (สุภาษิต 1:7)

พระเจ้าทรงสำแดงพระสติปัญญาของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เพื่อที่จะไถ่พวกเราทุกคนให้ได้รับความรอด

"28 พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น และเห็นว่าไร้สาระ เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ
29 เพื่อมิให้มนุษย์สักคนหนึ่งอวดต่อพระเจ้าได้
30 โดยพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป
31 เพื่อให้เป็นไปตามพระคัมภีร์ที่เขียนว่า ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า" (1โครินธ์ 1:28-31)

พระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระเจ้า และพระสติปัญญาของพระเจ้าด้วย

จะดีมากขนาดไหนที่เราจะมีสติปัญญาและวางใจในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงมีพระสติปัญญามากกว่าเรายิ่งนัก พระสติปัญญาของพระองค์ก็ทรงสำแดงมากเท่ากับความรักของพระองค์ที่ทรงสำแดงแก่เรา ดังนั้นเราจะต้องแสดงสติปัญญาที่มีความรักให้แก่คนต่าง ๆ ในโลกนี้ วางใจพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า เพื่อเราจะดำเนินชีวิตที่เจริญเติบโตขึ้นเหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ทรงเติบโตขึ้น

 

1.2 พระเยซูคริสต์ทรงจำเริญขึ้นในด้านร่างกาย

ในวัยเด็ก การรับประทานอาหารนั้นเป็นสิ่งที่มีความสุข สามารถรับประทานทุกอย่างได้เติมที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การรับประทานอาหารก็จะทำไม่ได้เต็มที่แล้ว เริ่มมีความจำกัด ต้องระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น มีความสุขน้อยลง

"แล้วข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้หาความสนุกสนาน ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี ด้วยว่าอาการนี้คลุกคลีไปในการงานของตนตลอด ชีวิตของตน ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่ตนภายใต้ดวงอาทิตย์" (ปัญญาจารย์ 8:15)

ร่างกายของเราบางครั้งมีความจำกัดที่เราจะต้องลด ละ เลิกบางสิ่งที่เราชอบไป

การที่พระเยซูคริสต์ทรงเติบโตขึ้นด้านร่างกาย มีความสำคัญอย่างไร? ปกติคนเราก็เติบโตขึ้นอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ ไม่ต้องบันทึกก็แน่นอนว่าพระเยซูคริสต์ทรงเติบโตขึ้นอยู่แล้ว

เป้าหมายของพระเยซูคริสต์ คือ จำเริญขึ้น เติบโตไปข้างหน้า และข้างหน้าของพระเยซูคริสต์คือไม้กางเขน ซึ่งพระองค์จะต้องไปถึงที่นั่น พระองค์จำเป็นต้องเตรียมร่างกายของพระองค์ให้แข็งแรงเข้มแข็ง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ไม้กางเขน และพระองค์ก็ทรงต้องอดทนจนถึงที่สุดเพื่อที่จะต้องถูกตรึงตายบนไม้กางเขนนั้น พระองค์ต้องจำเริญสู่เป้าหมายของพระองค์ด้วยความเข็มแข็ง เพราะถ้าจิตใจพร้อมแล้วแต่ร่างกายยังอ่อนแรง ก็คงจะไปถึงเป้าหมายด้วยความยากลำบาก แต่พระองค์ก็ทรงจำเริญขึ้นทางด้านร่างกาย

หลายคนอาจคิดว่าเมื่อร่างกายเติบโตขึ้นแล้ว ก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่หลายครั้ง ความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ดูเพียงแค่ร่างกายเท่านั้น แต่จำเป็นต้องดูด้านความคิดด้วย เพราะหลายคนโตเพียงแค่ร่างกาย แต่เรื่องความรู้สึกความคิดยังไม่เติบโต

เมื่อเราเติบโตขึ้น ร่างกายของเราโตขึ้น ความคิดวิธีคิดก็จะเติบโตขึ้นด้วย และพระเยซูคริสต์ก็ทรงจำเริญขึ้นทางทางด้านร่างกายและสติปัญญา เพื่อที่จะมุ่งสู่เป้าหมายของพระองค์

เราเป็นวิหารของพระเจ้า แล้วเราจะทำอย่างไรกับร่างกายนี้?

สำหรับคนที่กำลังโต และคนที่ไม่มีกำลังที่จะโตแล้ว เราทุกคนจำเป็นต้องดูแลร่างกายของเราให้ดีต่อไปเพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พะรเจ้า

"21 เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร
22 ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีชีวิตอยู่ในร่างกาย ข้าพเจ้าก็จะทำงานให้เกิดผล แต่ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าจะเลือกฝ่ายไหนดี
23 ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก
24 แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน" (ฟิลิปปี
1:21-24)

พ่อแม่หลายคนอาจมีความปรารถนาอยากไปอยู่กับพระเจ้า เหมือนกับที่อาจารย์เปาโลคิดว่าการไปอยู่กับพระเจ้านั้นประเสริฐนัก แต่การที่พ่อแม่ได้มีชีวิตอยู่ก็เพื่อจะเป็นขวัญและกำลังใจให้ลูกหลาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

ดังนั้นเราจะต้องกลับมาดูแลร่างกาย ดูแลชีวิต และตระหนักว่าด้วยร่างกายนี้เราจะสามารถถวายเกียรติให้แก่พระเจ้าได้

 

2. แบบอย่างด้านความอ่อนน้อมของพระเยซูคริสต์

ความอ่อนน้อมของพระเยซูคริสต์ ได้แสดงออกมาว่า "พระองค์ทรงเป็นที่ชื่นชอบต่อพระเจ้าและต่อคนทั้งปวง"

ความชอบที่พระเจ้าทรงพอพระทัยในชีวิตของพระเยซูคริสต์ เป็นคำง่าย ๆ คือคำว่า "ชอบ"

เราจะสามารถจำกัดคำนิยามของเราเองว่าเมื่อเราชอบที่จะทำสิ่งใด เราก็จะทำสิ่งนั้น เมื่อเราชอบอาหารชนิดใด เราก็จะไปกิน เราชอบกีฬาอะไร ก็จะเล่น เมื่อเราชอบใครก็จะไปทำความรู้จัก จะไม่แสดงท่าที่เกลียดออกมาให้เห็น

การเป็นที่ชอบจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพระเยซูคริสต์ เพราะการแสดงตัวว่าเป็นที่ชื่นชอบต่อจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำอยู่เป็นปกติ

พระองค์ทรงน่าชื่มชม ไม่ทำให้พระเจ้าต้องเสียพระทัยหรือหนักพระทัย พระองค์ทรงดำเนินชีวิตอย่างลูกของพระเจ้าอย่างแท้จริง พระองค์ทรงถวายเกีรยติแด่พระเจ้าอย่างสม่ำเสมอในชีวิตของพระองค์ พระองค์ไม่เคยแย่งพระเกียรติของพระเจ้ามาเป็นของพระองค์เอง พระองค์จึงเป็นที่ชื่นชอบจำเพาะพระพักตรพระเจ้า

พระองค์ทรงดำเนินชีวิตด้วยถ้อยคำของพระองค์ที่สำแดงออกมา พระองค์ทรงดำเนินชีวิตตามถ้อยคำที่พระองค์ตรัสออกมา พระองค์จึงกล้าที่จะสอนว่า "จริงก็จงว่าจริง ไม่ว่าไม่" เพราะนี่เป็นสิ่งที่พระองค์ได้สำแดงออกมา

เมื่อเราอ่านพระคำของพระเจ้า เราจะรู้ว่าเหตุใดพระเยซูคริสต์จึงเป็นที่ชื่นชอบจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า การที่เป็นที่ชื่นชอบนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนี่แปลว่าพระเยซูคริสต์ทรงไม่มีตำหนิใด ๆ และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงพร้อมที่จะเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตสำหรับเราทั้งหลาย

การเป็นที่ชอบจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าจึงไม่ใช่เป็นคำที่ท่านลูกาเขียนเฉย ๆ และให้เราอ่านเฉย ๆ เท่านั้น แต่ด้วยการที่เป็นผู้ที่ไม่มีตำหนิ ไม่มีความอธรรม พระองค์จึงพร้อมที่จะเป็นเครื่องบูชาสำหรับเราทั้งหลาย

ถ้าวันนี้พระเจ้าตรัสแก่เราว่า เราทั้งหลายเป็นที่ชื่นชอบจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า แล้วพระองค์จะใช้ชีวิตของเราทำอะไรเพื่อแผนการของพระองค์? พระเจ้าทรงชำระชีวิตของเราให้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าได้ ก็แสดงว่าพระองค์ทรงมีเป้าหมายในชีวิตของเราทุกคน ขอที่เราจะกลับมาคิดถึงชีวิตของเราว่าทุกวันนี้เราได้เป็นที่ชื่นชอบจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และได้ใช้ชีวิตตามพระทัยของพระองค์มากเพียงไร

และสิ่งต่อมา คือ พระองค์ทรงเป็นที่ชื่นชอบต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงออกมาให้เราได้เห็น

คนทั้งปวงนี้เป็นใครบ้าง? อาจเป็นเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ ผู้คนมากมาย

พระองค์ทำอย่างไรถึงเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งปวงได้?

1. พระองค์ทรงให้เกียรติผู้อื่น พระองค์ทรงให้เกียรติหญิงโสเภณี คนเก็บภาษี ทรงให้เกียรติทุก ๆ คน แม้แต่คนเหล่านั้นที่คิดว่าไม่มีใครต้องการ พระองค์ก็ทรงรักและให้เกียรติคนเหล่านั้น พระองค์ทรงรักในความเป็นคนของคนเหล่านั้น แต่พระองค์ก็ทรงปรารถนาที่จะให้เขาเหล่านั้นเลิกทำในสิ่งที่ไม่ดี

2. พระเยซูทรงเป็นเพื่อนกับทุกคน

"14 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา
15 เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว" (ยอห์น
15:14-15)

3. พระเยซูทรงรักเราทุกคน เพราะความรักนี่เอง พระองค์จึงทรงเป็นที่รักเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งหลาย ด้วยความรักที่มีมาตั้งแต่ก่อนที่โลกนี้จะถูกสร้างขึ้น พระองคืก็ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราทั้งหลาย

"พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา" (ยอห์น 15:9)

 

หลายครั้งในชีวิตของเราก็บอกว่า "รักออกแบบไม่ได้" แต่สำหรับพระองค์แล้วพระองค์ทรงสามารถออกแบบความรักของพระองค์ได้ และแบบความรักของพระองค์ก็เป็นแบบที่งดงาม

นี่จึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลายที่จะแสดงความรักให้แก่คนทั่วไป และพร้อมที่จะให้พระยซูคริสต์เติบโตขึ้นในชิวิตของเราตลอดเวลา

 

เรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง หลายคนอาจเคยอ่านแล้ว แต่อยากให้ลองพิจารณาดู

ลุงทอมเป็นช่างตัดรองเท้า เป็นผู้ที่สุภาพ เป็นที่รักของคนทั่วไป ในชุมชนทุกคนรู้จักเขาหมด

ลุงทอมนมัสการพระเจ้าเป็นประจำ ไม่เคยขาด เมื่อถึงเทศกาลคริสตมาส ลุงทอมอยากต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในบ้าน จึงได้หยุดงานทุกอย่าง เพื่อจะเตรียมบ้านของตัวเองให้พร้อม

ในขณะที่จัดเตรียมบ้าน ก็มีขอทานผู้หนึ่งมาเคาะที่ประตู "ลุงครับ ขออาหารรับประทานหน่อยครับ ผมหิวมากเลย" แต่ลุงทอมก็ปฏิเสธด้วยความสุภาพ "เราไม่ได้จัดเตรียมอะไรไว้เลย ไปขอคนอื่นเถิด"

ลุงทอมก็ยังจดจ่อ รอคอยพระองค์จนสาย ก็มีเด็กคนหนึ่งโวยวายมาหาลุงทอม "ลุงครับ ช่วยด้วย ผมโดนนักเลงไล่ตี ให้ผมเข้าไปอยู่ในบ้านหน่อย" แต่ลุงทอมก็บอกว่า "ไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นก่อนเถิด เพรากำลังรอต้อนรับคนสำคัญ"

ลุงทอมรอจนบ่าย ก็มีหญิงม่ายเดินมาที่ประตู พร้อมกับลูกของนาง มาขออาหาร ลุงทอมก็ปฏิเสธ เพราะคิดว่าพระเยซูคริสต์น่าจะใกล้เสด็จมาแล้ว

ผ่านไปถึงเวลากลางคืน พระองค์ก็ยังไม่มา ลุงทอมก็ได้นอนหลับ ด้วยความคาดหวังว่าพระเยซูคริสต์จะต้องมาแน่ ๆ

มีเสียงเรียกขึ้นมาว่า "ลุงทอม ลุงทอม" เขาก็ได้เดินออกมาดู ปรากฎว่าไม่มีใคร เมื่อกำลังจะเดินกลับเข้าไปนอน ก็มีเสียงเรียกอีกครั้ง ลุงทอมก็ได้ถามว่า "ใครกันที่เรียกเรา ?"

เสียงนั้นก็ตอบว่า "เราเอง พระเยซู เราได้มาหาเจ้าตั้งแต่เช้า แต่เจ้าไม่ได้ต้อนรับเรา เรามาในรูปของเด็กขอทาน มาในร่างของเด็กที่ถูกจิ๊กโก๋รังแก มาในร่างของหญิงม่ายที่ไร้ที่พึ่ง แต่เจ้าก็ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับเราเลย"

 

วันนี้พระเยซูคริสต์ได้เติบโตขึ้นในชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน? ความเชื่อของเราที่มีในพระองค์เติบโตขึ้นมากน้อยเพียงไร?

หลายคนอาจจะบอกว่ารอปีใหม่ค่อยทำสิ่งที่ดี ๆ แต่สำหรับพระเยซูคริสต์แล้วพระองค์ไม่เคยรอเทศกาลใด ๆ เลย เพราะทุกวันพระองค์ทรงทำสิ่งดี เป็นที่ชื่นชอบจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งหวงด้วย

การเจริญเติบโตขึ้นของพระเยซูคริสต์ ก็เพื่อเป้าหมายคือไม้กางเขน เพื่อสำแดงความรักแก่เราทั้งหลาย ความเชื่อของเราก็ต้องจำเริญขึ้น เพื่อแสดงความรักแก่คนทั้งปวงเช่นกัน

"เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ" (เอเฟซัส 2:10)

ขอให้เราทำในสิ่งที่พระองค์ทรงดำริให้เราทำนั้น สำเร็จในชีวิตของเรา

 

ศจ. ศาสวัต มูลสถาน

คำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 27/12/2009

เรื่อง เติบโตและอ่อนน้อม

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com