ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา

FollowHisSteps.com
 


"2 ชนชาติที่ดำเนินในความมืด จะได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน แห่งเงามัจจุราช สว่างจะได้ส่องมาบนเขา
3 พระองค์จะได้ทรงทวีชนในประชาชาตินั้นขึ้น พระองค์จะทรงเพิ่มความชื่นบานของเขา เขาทั้งหลายจะเปรมปรีดิ์ต่อพระพักตร์พระองค์ ดั่งด้วยความชื่นบานเมื่อฤดูเกี่ยวเก็บ ดั่งคนเปรมปรีดิ์เมื่อเขาแบ่งของริบมานั้นแก่กัน
4 เพราะว่าแอกอันเป็นภาระของเขาก็ดี ไม้พลองที่ตีบ่าเขาก็ดี ไม้ตะบองของผู้บีบบังคับเขาก็ดี พระองค์จะทรงหักเสียอย่างในวันของคนมีเดียน
5 เพราะรองเท้าทุกคู่ที่กระทืบไป อย่างสั่นสะเทือน และเสื้อคลุมทุกตัวที่เกลือกอยู่ในโลหิต จะถูกเผาเป็นเชื้อเพลิงใส่ไฟ
6 ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า 'ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช'
7 เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่มีที่สิ้นสุด เหนือพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ ที่จะสถาปนาไว้ และเชิดชูไว้ ด้วยความยุติธรรมและด้วยความชอบธรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดร์กาล ความกระตือรือร้นของพระเจ้าจอมโยธาจะกระทำการนี้" (อิสยาห์ 9:2-7)


นี่เป็นคำพยากรณ์ที่เป็นจริง และมีผลให้คนจำนวนมากเชื่อและวางใจพระเยซูคริสต์ และได้รับความรอด มีคริสตจักรเกิดขึ้นทั่วโลก การเฉลิมฉลองคริสตสมภพก็เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เป็นเทศกาลที่มีผู้ที่เฉลิมฉลองยาวนานที่สุดในโลก แต่การเฉลิมฉลองนั่นไม่สำคัญเท่ากับผลที่เกิดจากการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของบรรดาผู้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์ทุก ๆ คน

 

1. พระเยซูคริสต์ทรงนำความสว่างมาสู่โลกนี้

"ชนชาติที่ดำเนินในความมืด จะได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน แห่งเงามัจจุราช สว่างจะได้ส่องมาบนเขา" (อิสยาห์ 9:2)

อัครสาวกยอห์นให้อธิบายให้เราเข้าใจว่าพระวาทะทรงเป็นแหล่งของชีวิต

"1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า
2 ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า
3 พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ
4 พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์
5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่" (ยอห์น
1:1-5)

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยความมืดมน

ความมืด มักจะคู่ไปกับความกลัว มนุษย์ในอดีตเต็มไปด้วยความกลัว สิ่งต่าง ๆ ที่เขาไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำให้เขาเหล่านั้นกลัวจนสร้างรูปเคารพขึ้นมาเพื่อจะกราบไหว้พึ่งพิง แม้ในปัจจุบันก็มีคนที่หลงเชื่อในไสยศาสตร์อย่างมากมาย เขาเหล่านี้ถูกความมืด ถูกสิ่งที่เขาไม่เข้าใจครอบงำ

นอกจากนี้ ความมืดยังหมายถึงความชั่วร้าย

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาบังเกิดในโลกนี้เพื่อนำความสว่างส่องไปยังคนทั้งหลายที่ยังอยู่ในความมืด พระองค์ได้นำความจริงมาสู่โลกนี้ เพื่อให้มนุษย์ได้พบกับความเที่ยงแท้ ไม่ต้องตกอยู่ในความกลัว และความสว่างก็ได้ชนะความมืด พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือความผิดบาป ทรงมีชัยชนะเหนือการทดลอง นี่เป็นพระคุณความรักของพระเจ้าที่ทรงให้แสงสว่างส่องเข้ามาในโลกนี้ และบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้าก็จะได้รับแสงสว่าง จากคนบาปก็ได้ความความชอบธรรม จากคนที่ไร้ค่าเป็นคนที่มีค่า จากคนที่ไม่มีใครยอมรับก็ได้รับการยอมรับ แสงสว่างได้ส่องเข้ามาแล้ว ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่

 

2. พระเยซูคริสต์ทรงนำความชื่นชมยินดีมาสู่มนุษยชาติ

"พระองค์จะได้ทรงทวีชนในประชาชาตินั้นขึ้น พระองค์จะทรงเพิ่มความชื่นบานของเขา เขาทั้งหลายจะเปรมปรีดิ์ต่อพระพักตร์พระองค์ ดั่งด้วยความชื่นบานเมื่อฤดูเกี่ยวเก็บ ดั่งคนเปรมปรีดิ์เมื่อเขาแบ่งของริบมานั้นแก่กัน" (อิสยาห์ 9:3)

มนุษย์อยู่ในความมืด ความกลัว แต่เมื่อได้รับแสงสว่างแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ "ความชื่นชมยินดี"

พระธรรมอิสยาห์ใช้คำว่าชื่นชมยินดีไม่น้อยกว่า 24 ครั้ง และในตอนนี้ได้เน้นย้ำว่าบรรดาผู้ที่รับแสงสว่างนี้แล้ว จะได้รับความชื่นชมยินดีเป็นทวีคูณ

เมื่อเราต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ ชีวิตเราจะเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี และจะอยากแบ่งปันความสุขความชื่นชมยินดีนี้ไปให้แก่ผู้อื่น เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่ามาก จนกระทั่งหลายคนได้ถวายชีวิตของตนเพื่อนำความสุขนี้แบ่งปันให้กับคนมากมาย

เอริค เป็นนักวิ่งเหรียญทองร้อยเมตรเมื่อ 1924 และอีก 4 ปีต่อมาก็ได้ถูกเลือกให้เป็นนักวิ่งร้อยเมตรอีกครั้งหนึ่ง แต่ทว่าวันที่แข่งขันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ เขาจึงขอไม่ลงแข่งขัน เพราะเขาอยากจะมอบวันอาทิตย์ให้กับพระเจ้า ให้กับการนมัสการพระเจ้า สุดท้ายทางทีมจึงต้องยอม และเขาก็ไม่ได้แข่งร้อยเมตรซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดมาก ผู้จัดการทีมจึงขอให้เขาแข่งสี่ร้อยเมตรในวันถัดไปแทน ซึ่งเขาก็ยอมแม้ว่าจะไม่เคยแข่งมาก่อน เขาจึงได้วิงวอนกับพระเจ้า ปรากฎว่าเขาสามารถได้เหรียญทองจากการวิ่งสี่ร้อยเมตร ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ฝึกฝน เป็นเหรียญทองที่ไม่คาดฝัน และได้ทำลายสถิติโลกด้วย

ความชื่นชมยินดีที่เอริคได้นั้น มากยิ่งกว่าที่เขาได้รับเหรียญทอง และการได้รับการต้อนรับจากคนมากมาย หลังจากจบการแข่งขันแล้ว เขาก็ได้ถวายตัว เป็นมิชชันนารีในประเทศจีน เขาต้องทำงานหนัก ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย และเคยตกเป็นเชลยศึก แม้อยู่ในความยากมลำบาก เขาก็กลับมีความสุข เขาได้รับใช้ เป็นพยานแก่บรรดาเชลยศึกอย่างมากมาย เขาได้นำสันติสุขมอบให้กับบรรดาเชลยศึกเหล่านั้น เขาได้นำความหวังแก่บรรดาเชลยศึกกว่า 200 ชีวิตที่ได้สนใจและกลับใจเป็นคริสเตียน

มีคนได้กล่าวถึงชีวิตของเอริคว่า "เอริคพร้อมเสมอที่จะรับใช้พระเจ้าและช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าอยู่ที่ใด เขาพร้อมที่จะยิ้มและเป็นตัวอย่างที่ดี ชีวิตที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีสำคัญต่อเขามาก มากยิ่งกว่าที่เขาได้ชัยชนะจากลู่วิ่ง"

แล้วเราทั้งหลายที่ได้รับสันติสุขจากพระเยซูคริสต์ ได้รับความชื่นชมยินดีแล้ว ได้แบ่งปันความสุขนี้ให้กับคนอีกมากมายแล้วหรือยัง คนอีกจำนวนมากมายไม่มีความหวัง ไม่มีวิถีทาง ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสังคมโลก ขอที่เราทั้งหลายจะทำหน้าที่ของเรา นำความสุขความชื่นชมยินดีนี้แบ่งปันให้กับคนเหล่านั้น

 

3. พระเยซูคริสต์ทรงประทานสันติภาพสู่โลกนี้

"ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช" (อิสยาห์ 9:6)

พระเจ้าได้ทรงประทานสันติสุขที่แท้จริงแก่ชีวิตของเราแล้ว และสิ่งนี้เองที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ

โลกนี้ไร้ซึ่งความหวัง สิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายอยากได้คือชีวิต สิ่งดีงามที่ได้จากพระเจ้า และเราเองผู้ซึ่งต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก็เป็นผู้ที่มีสุข เป็นผู้ที่ได้รับสันติสุขขององค์พระผู้เป็นเจ้า

พระเยซูคริสต์มิได้ทรงเสด็จมาในโลกนี้เพื่อพระองค์เอง แต่ทรงเสด็จมาเพื่อมนุษย์จะได้สันติสุข ได้รับชีวิตใหม่ ได้รับความรอด

ในโลกนี้ เราต้องเผชิญกับ "ความแตกต่าง" และ "ความแตกแยก"

ความแตกต่างยังมีสิ่งดีอีกมากมายที่จะเรียนรู้ได้ แต่ความแตกแยกมีแต่ความเสียหาย มีแต่การทำลาย

ทุกวันนี้ในประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแตกแยกอย่างมากมาย จนทำให้คนไทยต้องกังวล แม้กระทั่งว่าจะใส่เสื้อสีใดได้หรือไม่

นอกจากนี้ ความขัดแย้งภายในจิตใจ เมื่อไม่มีสันติสุข ก็ทำให้เกิดความแตกแยกภายนอกได้

หลายคนรู้ว่าสิ่งใดดีและไม่ดี รู้ว่าสิ่งไม่ดีไม่ควรที่จะทำ แต่ก็กลับทำ เพราะอารมณ์ความรู้สึกอยากจะทำ นี่เป็นสิ่งที่ต่อสู้กันอยู่เสมอ

หลายครั้งที่ปัญญาต้องต่อสู้กับอารมรณ์ความรู้สึก ทำให้ขาดซึ่งสันติสุข ทำให้เกิดความอยาก ความโลภ การไม่รู้จักพอเกิดขึ้น

บทความหนึ่ง จากหนังสือ "ที่เหลือของชีวิต" ได้กล่าวว่า

"จงหยุดแสวงหาสิ่งที่เกินความจำเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้ก็คือความอยาก ความปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์เราไม่เคยเพียงพอในสิ่งใด ยิ่งได้ก็ยิ่งอยาก ยิ่งอยากก็ยิ่งต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการ เพราะในใจยังโหยหา เติมอย่างไรก็ไม่เต็ม"

นี่แหละ ชีวิตเราจึงแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มากมาย และไม่รู้จักพอ

แต่พระเจ้าของเรารู้จักเราดี ปัญหาของสันติภาพต้องแก้ไขที่จิตใจของเราก่อน เมื่อเราได้รับสันติสุขแล้ว เราก็จะรู้จักพอเพียง และเพียงพอ

"26 แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว
27 เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย (ยอห์น
14:26-27)

พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกนี้ เพื่อนำสันติสุขที่แท้จริงให้มนุษยชาติ นี่เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายปรารถนา เมื่อเราได้แล้วชีวิตเราจะรู้จักเพียงพอและพอเพียง และเมื่อเรารู้จักเพียงพอแล้ว เราก็จะไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม การโกงกินคอรัปชั่นก็จะไม่มีในชีวิตคริสเตียนที่มีสันติสุขที่แท้จริง

ชาโลม ไม่ได้มีความหมายเพียงแถ่ความสุขที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังหมายถึง ความอิสระ การพ้นจากปัญหาทั้งปวง และได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตด้วย

ศาสนาจารย์ท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ท่านได้ศึกษาพระคัมร์ทั้งเล่ม พบว่าพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงคำว่า "สันติสุข" กับคำว่า "คืนดีกับพระเจ้า" ทั้งหมด 365 คำพอดี ท่านจึงให้ข้อคิดว่า "พระเจ้าทรงต้องการให้เราทุกคนมีสันติสุขในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกวัน ตลอดทั้งปี และเป็นสันติสุขที่แท้จริง ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้"

เมื่อเรามีสันติสุขแล้ว ครอบครัว สังคม ประเทศชาติก็จะมีสันติสุข ซึ่งเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนต่อไปในโลกนี้

 

คริสตมาสเป็นโอกาสที่ดีที่เราทั้งหลายจะเป็นพยาน ประกาศข่าวดี ว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์ เพื่อนำแสงส่วาง เพื่อนำความชื่นชมยินดี และนำสันติสุขมาสู่ชีวิต ให้แก่คนทั้งหลาย ปีนี้เป็นโอกาสของเราแล้ว ขอที่เราจะรับใช้พระเจ้าในโอกาสนี้

 

ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 13/12/2009

เรื่อง ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

 

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com