จงขอบพระคุณพระบิดาเจ้าเสมอ

FollowHisSteps.com
 


"15 เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา
16 จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว
17 เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร
18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" (เอเฟซัส 5:15-20)


ขอสันติสุขของพระเจ้ามาถึงพ่อแม่พี่น้องที่รักทุกท่าน วันนี้เป็นวันขอบพระคุณพระเจ้า ถ้าเราอยู่ที่อเมริกาก็จะมีการมอบของขวัญแก่กัน รับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ในกลุ่มแองกลิตันช่วงแรกที่มาถึงอเมริกา เขายังไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อถึงปีที่สอง ก็เริ่มได้ผลผลิตจากพืชไร่ จึงเริ่มมีประเพณีขอบคุณพระเจ้า ซึ่งตามประเพณีพวกเขาจะกินไก่งวงร่วมกัน

ที่ปักกิ่ง มีสถานที่หนึ่ง เรียกว่า หอบวงสรวงสวรรค์ ในอดีตเคยเป็นที่ที่ใช้ในการบวงสรวงถวายเครื่องบูชาแด่สวรรค์ ในช่วงฤดูหนาวเมื่อมีพืชไร่เกิดผลมาก ก็จะมีการถวายเครื่องบวงสรวง

วันนี้ เราจะมาขอบพระคุณพระเจ้าของเรา

 

1. จงขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ

"จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" (เอเฟซัส 5:20)

เราอยู่ในเมืองใหญ่ ชีวิตด้านวัตถุได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้น การดำเนินชีวิตก็เป็นไปได้ดีทุกอย่าง แต่สำหรับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เมื่อคิดถึงช่วงวัยเด็กในอดีต ก็จะทราบดีว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้สะดวกสบาย ยังมีความขาดแคลน เพียงแค่มีของเล่นชิ้นหนึ่งก็ดีใจ เพียงแค่มีวิทยุเล็ก ๆ ก็รู้สึกว่ามีค่าอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนั้น สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ถ้าหากเราพิจารณาอย่างละเอียด ทุกวันนี้ที่เราสามารถดำรงชีวิตอยู่และมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้น เป็นเพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดประทานสิ่งต่าง ๆ แก่เรา เมื่อได้หายใจอย่าคิดเพียงว่าการที่มีอากาศหายใจเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อได้ดื่มน้ำก็อย่าคิดเพียงว่าทุกคนก็ได้ดื่มเหมือนกัน เมื่อมีอาหารกินสามมื้อก็อย่าคิดเพียงแค่ว่าได้รับประทานอาหารเป็นปกติ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนจากพระเจ้าทั้งสิ้น

ผู้อาวุโสหลายท่านอ่อนแอ รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ ก็จะคิดถึงว่าเมื่อครั้งอดีต การที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีคุณค่ามากเพียงไร

เมื่อเรามีใจขอบพระคุณพระเจ้าเช่นนี้แล้ว เราก็จำเป็นต้องคิดว่า แท้จริงแล้วเรามีเรื่องที่จะต้องขอบคุณพระเจ้าในหลาย ๆ สิ่ง รวมถึงในอนาคต ชีวิตในนิรันดร์กาลของเรา เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบันเป็นเพียงชั่วคราว แต่จิตวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา เป็นนิรันดร์กาล

แล้วเราที่เป็นคริสเตียน เราอธิษฐานอย่างไรต่อพระเจ้า? เราอาจอธิษฐานขอสิ่งต่าง ๆ หวังสิ่งที่มากขึ้น บางคนอาจอธิษฐานขอพร แต่เมื่อได้รับพรนั้นแล้วก็ไม่รู้สึกเพียงพอ ไม่ขอบคุณพระเจ้าด้วย ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้วเราผิดต่อพระเจ้าหรือไม่?

สังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป การเป็นอยู่ก็ดีกว่าอดีต แต่แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนมีสิ่งที่ให้แก่เรามากมาย แต่จิตใจของเราอิ่มเอิบแล้วหรือยัง? สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องวัตถุ แต่เป็นเรื่องภายในจิตใจ ถ้าจิตใจเราไม่มุ่งตรงไปที่พระเจ้า เราก็จะไม่รู้จักที่จะขอบพระคุณพระเจ้า อาจคิดไปว่าสิ่งที่มีเป็นจากน้ำพักน้ำแรงของเรา

สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้านั้น พระวจนะได้สอนให้เราขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ

คำว่า "เสมอ" คือ เรื่องของเวลา

คำว่า "สารพัดสิ่ง" คือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ขอที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้า

"จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย" (1เธสะโลนิกา 5:18)

ตลอดชีวิตของเรา ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้ทรงประทานชีวิตจิตวิญญาณแก่เรา เราได้ขอบพระคุณพระเจ้าแล้วหรือยัง?

คนที่ไม่รู้จักที่จะขอบคุณพระเจ้า ปัญหาของเขาอยู่ที่ไหน? สภาพแวดล้อมในครอบครัวเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขามากทีเดียว ถ้าหากในครอบครัวไม่ได้สอนให้รู้จักขอบพระคุณ และสอนให้คิดเสมอว่าสิ่งที่ได้รับเป็นสิ่งที่สมควร เขาก็จะไม่รู้จักที่จะกล่าวคำว่าขอบคุณ เขาจะคิดเสมอว่าเมื่อมีคนช่วยเหลือเขา ให้สิ่งใดแก่เขา เป็นสิ่งที่เขาสมควรจะได้รับ เขาจึงมักจะบ่นว่า ไม่รู้จักเพียงพอ พ้อว่าทำไมคนอื่นไม่ช่วยเหลือเขา เพราะเขาไม่รู้จักขอบคุณนั้นเอง นอกจากนี้ เขาก็จะป่วยง่าย ไม่ใช่เพราะด้านร่างกาย แต่เป็นการป่วยทางด้านจิตใจ เพราะเขาจะอยากได้สิ่งต่าง ๆ ไปหมด ขอจากพระเจ้าเสมอแต่ไม่ขอบพระคุณพระเจ้า

ตรงกันข้าม ถ้าหากครอบครัวสอนให้เด็ก ๆ รู้จักขอบคุณเสมอ เด็กเหล่านั้นก็จะรู้จักกล่าวคำว่าขอบคุณ รู้จักคำว่าเพียงพอ เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะมีความสุข ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเอง ไม่เป็นคนขี้บ่น

ดังนั้น ขอที่เราทั้งหลาย จะสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักกล่าวคำว่า "ขอบคุณ" นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ อย่ามองข้าม เพราะเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าเขาโตขึ้นมาแล้ว เราคงจะช่วยเหลือได้ยาก

 

2. การขอบพระคุณกับการถวายเกียรติแด่พระเจ้าเป็นสิ่งที่เป็นไปด้วยกัน

"12 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนโรคเรื้อนสิบคนมาพบพระองค์ยืนอยู่แต่ไกล
13
และส่งเสียงร้องว่า 'เยซูนายเจ้าข้า โปรดได้เมตตาข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด'
14
เมื่อพระองค์ทรงเห็นแล้วจึงตรัสแก่เขาว่า 'จงไปสำแดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด' เมื่อกำลังเดินไป เขาทั้งหลายก็หายสะอาด
15
ฝ่ายคนหนึ่งในพวกนั้น เมื่อเห็นว่าตัวหายโรคแล้ว จึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง
16
และกราบลงที่พระบาทของพระเยซู โมทนาพระคุณของพระองค์ คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย
17
ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า 'มีสิบคนหายสะอาดมิใช่หรือ แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน
18
ไม่เห็นผู้ใดกลับมาสรรเสริญพระเจ้า เว้นไว้แต่คนต่างชาติคนนี้'
19
แล้วพระองค์ตรัสกับคนนั้นว่า 'จงลุกขึ้นไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ' " (ลูกา 17:12-19)

การถวายเกียรติแด่พระเจ้า ก็คือการที่เรานมัสการพระเจ้า สรรเสริญแด่พระเจ้า และถ้าเรารู้จักที่จะถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า ก็หมายถึงว่าเรารู้จักที่จะขอบพระคุณพระเจ้า

ถ้าหากเราได้สรรเสริญถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า เมื่อคนทั้งหลายมองเห็น เขาก็จะรู้ว่าความสำเร็จของเรานั้นไม่ใช่เป็นจากเราเอง แต่เป็นราชกิจของพระเจ้าที่กระทำในตัวเรา แล้วเราจะนำเกียรติยศถวายแด่พระเจ้าเสมอ

ถ้าหากเราไม่รู้จักขอบพระคุณ เราก็จะไม่รู้จักถวายเกียรติแด่พระเจ้า แล้วเราจะกลายเป็นคนเช่นไร?

แท้จริง การที่ไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเป็นการทำผิดต่อพระองค์ เป็นสภาพที่ตกขอบอย่างหนึ่ง นำชีวิตก้าวไปสู่ความผิดบาป ดังนั้น ขอพระเจ้าช่วยเหลือเราที่เราจะรู้จักที่จะขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี

การที่เราเชื่อในพระเยซูคริสต์ หมายความว่าเราพึ่งพาในพระคุณความรักของพระเจ้า เพื่อที่เราจะได้รับความรอด เราอาศัยพระคุณของพระเจ้าเราจึงได้รับความรอด

"ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้" (เอเฟซัส 2:8)

"9 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด
10 ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด" (โรม
10:9-10)

การที่เรารับพระเยซูคริสต์เจ้าด้วยปาก และใจก็เชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้ขึ้นจากความตาย นี่แหละเป็นการที่เราพึ่งพาพระคุณของพระเจ้า  และความผิดบาปต่าง ๆ ของเราจะได้รับการชำระ

แต่แท้จริงแล้วสิ่งนี่เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่การที่เราจะต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้นไม่เพียงพอ เพราะถ้าหากเราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราจำเป็นต้องเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นทาสรับใช้ของพระองค์ นั่นคือการยกย่องพระองค์เป็นที่หนึ่งในชีวิต แบกกางเขน และติดตามพระองค์ไป

คำว่า "พระเจ้า" และคำว่า "พระผู้ช่วยให้รอด" แตกต่างกัน การต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น เพราะว่ายังไม่ได้ติดตามพระองค์ ยังไม่ได้ยกย่องให้พระองค์เป็นพระเจ้าของเรา

หน้าที่ของเราในการประกาศ เป้าหมายก็คือนำให้ผู้อื่นรู้จักองค์พระผู้ช่วยให้รอด และนอกจากนี้ เราก็จำเป็นต้องนำเขาให้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน

เราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตายหรือไม่? เราเชื่อตาม ๆ กันมาโดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงหรือไม่? เราจะต้องเข้าใจว่า พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เป็นผู้ที่ทำให้คนที่ตายแล้วเป็นขึ้นจากความตายได้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงมีชัยชนะเหนือความตาย การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์นั้นเป็นสัจธรรม หลายคนอาจบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับเราผู้เชื่อ เราเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า

"พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก" (2โครินธ์ 1:10)

พระองค์ทรงได้ช่วยเหลือเราแล้ว ยังทรงช่วยเหลือเราอยู่ และจะช่วยเหลือเราต่อไปตลอดชีวิต เราจะสามารถดำเนินชีวิตอย่างผู้มีชัยชนะได้ เพราะเราเชื่อในพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ และเมื่อเราคำนึงถึงพระคุณความรักของพระองค์ เราก็จะดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ และขอบพระคุณพระองค์

มีคำกล่าวว่า "คนที่เนรคุณหรือละเลยพระคุณ ก็จะทำในสิ่งที่ชั่วร้าย"

คนที่ไม่รู้จักขอบพระคุณพระเจ้า เขาจะดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม และเขาจะแยกความเชื่อจากการดำเนินชีวิตออกจากกัน

คริสเตียนไม่มีความตั้งใจที่จะทำผิดบาป แต่ทัศนคติของชาวโลกบ่อยครั้งทำให้คริสเตียนเหินห่างจากพระเจ้า และดำเนินชีวิตอย่างไม่เหมาะสม นี่เป็นเพราะว่าไม่ได้ขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ เขาจะดำเนินตามกระแสของโลกนี้ จะเป็นเหมือนชาวโลกทั่ว ๆ ไป ค่อย ๆ เหินห่างไปจากพระเจ้า

ผู้รับใช้พระเจ้าท่านหนึ่ง เหวยย่ง ได้เคยเป็นพยานไว้ว่า ท่านชอบทานของเผ็ด แต่เนื่องจากสุขภาพไม่ดี ภรรยาก็จะห้ามเขาเสมอไม่ให้เขาทานเผ็ด

ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปเทศนาที่อื่น และภรรยาท่านไม่ได้มาด้วย ภรรยาของท่านก็ได้กำชับว่าไม่ให้ท่านทานเผ็ด เมื่อท่านเดินทางไปถึง พี่น้องคริสเตียนที่นั่นก็ต้อนรับอย่างดี พาท่านไปรับประทานอาหารที่ภัตราคาร เมื่อเห็นว่ามีอาหารเผ็ดก็ดีใจ แต่ขณะที่กำลังจะเข้าปาก ก็คิดถึงคำกำชับของภรรยา ไม่ใช่ว่าท่านกลัวภรรยา แต่เพราะท่านตระหนักว่าภรรยาของท่านรักท่านมากจึงได้เตือนแล้วเตือนอีก ท่านจึงวางอาหารนั้นลง

สำหรับภรรยา ขอที่จะเตือนสามีด้วยความรัก ใช้ความรักในการเตือน แล้วสามีก็จะรู้จักขอบคุณและสำนึก ไม่ทำในสิ่งที่เธอไม่ชอบ

เมื่อเราคิดถึงพระคุณความรักของพระเจ้า เราก็จะไม่ทำอะไรตามใจชอบของตัวเอง ถ้าหากสิ่งเหล่านั้นจะทำให้พระเจ้าเสียพระทัย

"แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)

เราคริสเตียนเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เป็นประชากรของพระองค์ ฐานะของเราสูงส่งยิ่ง ขอที่เราจะสำนึกในพระคุณความรักของพระเจ้าว่ายิ่งใหญ่เพียงไรในชีวิตของเรา ขอที่เราจะไม่เดินออกจากทางของพระองค์

เราได้ยินข่าวเสมอว่านักเรียนนักศึกษาของไทยได้ไปแข่งทางวิชาการต่าง ๆ มากมาย รวมถึงการแข่งขันทางกีฬา ผู้ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะบอกว่าเขาทั้งหลายไม่ใช่เป็นตัวแทนของโรงเรียนเท่านั้น แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยด้วย ขอที่จะเป็นคนที่มีระเบียบวินัย เพื่อประเทศไทยจะไม่ถูกต่อว่า

ทุกวันนี้เราเป็นประชากรแห่งแผ่นดินสวรรค์ ขอที่เราจะไม่ทำอะไรตามใจตัวเองจนกระทั่งทำผิดต่อพระเจ้า และการที่เรารู้จักขอบพระคุณพระเจ้าเสมอก็จะเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ขอที่เราจะระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี

"15 เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา
16 จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว
17 เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร
18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" (เอเฟซัส 5:15-20)

เมื่อเราได้ไปอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า เราก็จะพูดคำหนึ่งคือ "พระเจ้า เราขอบคุณพระองค์ ที่ทรงนำชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้ และให้ดำเนินชีวิตสำเร็จแล้วในแผ่นดินโลก" ดังนั้น ในขณะนี้ ขอเราฝึกฝนที่จะขอบพระคุณ และถ้าเป็นนี้ เราก็จะไม่ง่ายที่ออกจากทางของพระองค์ และการขอบพระคุณพระเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงแค่วันเดียว แต่เป็นการขอบพระคุณทุกเวลาทุกโอกาสเสมอ

 

ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

แปลโดย ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 22/11/2009

เรื่อง จงขอบพระคุณพระบิดาเจ้าเสมอ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com