Saturate Our Minds With God's Word

FollowHisSteps.com
 

Saturate Our Minds With God's Word
and Share The Good News

 


"14 แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้วและได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด
15 และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์
16 พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม
17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง
 1 ข้าพเจ้ากำชับท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า และพระเยซูคริสต์ผู้จะทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย โดยอ้างถึงการที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏและแผ่นดินของพระเจ้าว่า
2 ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน" (2ทิโมธี 3:14-17; 4:1-2)


เราอยู่ในช่วงกลียุค ซึ่งเราสามารถดูได้ว่าเป็นอย่างไร จากพระคัมภีร์ 3ทิโมธี 3:1-5 ซึ่งได้กล่าวถึงคนที่ได้บอกกับตัวเองว่าเป็นคริสเตียน ไม่ใช่คนภายนอก

"1 แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค
2 เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม
3 ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี
4 ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า
5 ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ" (2ทิโมธี 3:1-5)

แล้วคริสเตียนจะอยู่ในสภาวะเช่นนี้ได้อย่างไร? จะอยู่ได้อย่างไรถ้ามีแต่ความเกลียดชัง? จะอยู่อย่างไรในภาวะที่เต็มไปด้วยการผิดศีลธรรม? สิ่งแรกที่อาจารย์เปาโลได้แนะนำเรา คือ ให้เราเติมเต็มด้วยพระวจนะคำของพระเจ้า เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ดีได้โดยปราศจากพระวจนะ

"บัดนี้ ท่านก็ประจักษ์ชัดแล้วซึ่งคำสอน พฤติกรรม ความมุ่งหมายในชีวิต ความเชื่อ ความอดทน ความรัก ความหนักแน่นมั่นคง" (2ทิโมธี 3:10)

สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดในชีวิตของเรา นอกจากเราจะเรียนรู้จากพระวจนะคำของพระเจ้าเท่านั้น และอาจารย์เปาโลได้บอกให้เราอ่านพระคำของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่มีทางใดที่มีประสิทธิภาพดีในการเรียนรู้พระคำของพระองค์นอกจากการอ่านพระคัมภีร์

แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้วและได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด (2ทิโมธี 3:14)

พระคัมภีร์เป็นแนวคิดที่พระเจ้าทรงตรัสสอนมนุษย์เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ การอ่านพระคำสม่ำเสมอจะทำให้ชีวิตของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง ให้จิตใจของเราได้รับการเปลี่ยนใหม่

เราไม่มีทางรู้ได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่สามารถที่จะตอบสนองต่อผู้อื่นอย่างถูกต้อง และไม่สามารถที่จะเรียนรู้ถึงการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ นอกจากจะเรียนรู้พระคำของพระเจ้า

ข้าพเจ้าทำงานที่ RBC ในพันธกิจนี้เราไม่เคยขอให้ผู้คนเขียนจดหมายเข้ามาหา แต่ก็มีผู้เขียนจดหมายเข้ามามากมาย เป็นพันพันทีเดียว และในจดหมายเหล่านั้นได้เป็นพยานแบ่งปันประสบการณ์ว่า เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระคำของพระองค์

จดหมายฉบับหนึ่ง จากหญิงนักกฎหมาย เขากำลังจะหย่ากับสามีของเธอ และเขาก็ได้หยิบหนังสือมานามาประจำวันมาอ่าน ซึ่งเป็นตอนที่พูดถึงเกี่ยวกับชีวิตของการแต่งงาน หลังจากได้อ่านถึงสิ่งที่พระคัมภีร์ได้สอน เขาก็ได้หยุดความคิดที่จะหย่านั้นเสีย และปัจจุบันเธอกับสามีก็พยายามที่จะทำให้ชีวิตสมรสเต็มไปด้วยความรักอีกครั้งหนึ่ง

เราไม่สามารถที่จะอ่านพระคัมภีร์ได้ โดยปราศจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงจิตใจเรา

หลายปีก่อน โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศอเมริกาใต้แถบแคริบเบียน UNICEF ได้เขียนรายงานฉบับหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก เขาได้รายงานว่าวัยรุ่นที่นั่นมีปัญหา ได้มีนักเรียนได้ข่มขืนอาจารย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคงจะคิดไม่ถึง เพราะคนเอเชียให้ความเคารพกับครูอาจารย์มาก

ครูใหญ่ เป็นคนรู้จักกับคนที่ทำงานที่ RBC ท่านก็กลัวที่จะกลับไปทำงานและสอนนักเรียนในโรงเรียนแห่งนั้น แต่เขาได้รับการแนะนำว่า ให้ลองเริ่มต้นแต่ละวันด้วยพระวจนะคำของพระเจ้า ครูใหญ่ท่านนี้ได้อ่านพระคัมภีร์ ได้อธิษฐาน และหลังจากนั้น ก็ได้ให้นักเรียนทุกคนได้อ่านร่วมกันด้วย

หลังจากนั้น 9 เดือน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาได้เยี่ยมเยียนโรงเรียนนั้น เหตุผลที่มาเยี่ยมเยียน เพราะเดิมโรงเรียนแห่งนี้มีอัตราก่อเหตุอาชญากรรมสูงสุด แต่ปัจุจบัน กลับกลายเป็นโรงเรียนที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำสุด ขอบคุณพระเจ้า ปัจจุบันมากกว่า 80% ในประเทศ ได้ใช้หนังสือมานาประจำวันให้นักเรียนได้อ่านในชั้นเรียน นี่คือสิ่งที่น่าอัศจรรย์ของพระวจนะ ซึ่งไม่มีหนังสือเล่มใดในโลกนี้ที่สามารถก่อให้เกิดผลดีเช่นนี้ได้

เราไม่สามารถอ่านพระคำ โดยที่เราไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เลย

เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ ความคิดของเราก็เปลี่ยนไป เราเริ่มที่จะมีความกล้าหาญที่ดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง มีความสามารถในการจัดการกับความวุ่นวายสับสนในโลกนี้ และมีความสามารถในการหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ทำร้ายชีวิตของเรา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา

ขอแนะนำสิ่งหนึ่งแก่เรา ที่จะทำให้เราได้อ่านพระคัมภีร์มากขึ้น คือ ดูทีวีให้น้อยลง เพราะความสุขสนานที่เราได้จากการดูทีวีทำให้เราออกห่างจากทางของพระเจ้า

 

"และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์"  (2ทิโมธี 3:15)

พระคัมภีร์สามารถนำคนให้มาถึงซึ่งความรอดโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์

พระคัมภีร์นำคนมาถึงความรอดได้จริงหรือ? คนบาปเป็นคนที่เขียนพระคัมภีร์ แล้วจะมีความน่าเชื่อถือมากไปกว่าคนสามัญธรรมดาทั่วไปได้อย่างไร?

 

"16 พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม
17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง" (2ทิโมธี 3:16-17)

การได้รับการดลใจ ก็คือ พระเจ้าได้ตรัสสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางมนุษย์

"เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา" (1เปโตร 1:21)

พระเจ้าทรงดลใจให้คนธรรมดาสามัญที่เป็นคนบาป เขียนพระคำของพระองค์ในเวลานั้น พระวจนะคำของพระองค์เองจึงมีสมบัติที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจและชีวิตได้

มีนักโทษผู้หนึ่ง ได้รับการย้ายจากทางตะวันตก มาสู่ส่วนกลาง และหลังจากที่ย้ายสถานกักกันนี้ เขาพบว่าเขาเป็นคริสเตียนคนเดียวในคุกแห่งนั้น สิ่งที่เขาทำก็คือ ทำเหมือนที่เราทุกคนทำ ก็คือ อ่านพระคัมภีร์ในตอนเช้า อ่านทุก ๆ วัน โดยใช้มานาประจำวันช่วย นักโทษคนอื่นก็สงสัย และเข้ามาดูว่าเขาทำอะไร และหลังจากนั้น พบว่า มีคนมากกว่า 20 คนมานั่งอ่านพระคำของพระเจ้าร่วมกัน และ 8 คนได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา

อาจารย์เปาโลได้บอกว่า พระคัมภีร์ได้สามารถทำให้เกิด 3 สิ่งด้วยกัน ต่อผู้ที่อ่านแล้วกระทำตาม ก็คือ

  • พระคัมภีร์สามารถใช้ในการสอน ให้เรารู้และเข้าใจในสิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้จากที่อื่น เช่น ตายแล้วไปที่ไหน? ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ มนุษย์สงสัยมาตลอดว่าตายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสิ้นพระชนม์ และทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา และทรงพระชนม์อยู่ พระองค์จึงเป็นผู้ที่สามารถบอกแก่เราได้อย่างชัดเจนว่า ตายแล้วจะไปที่ไหน
  • พระคัมภีร์มีพลังในการปรับปรุงคนให้ดีขึ้น หลายคนที่ได้อ่านพระคัมภีร์ อาจจะได้พบว่าบางอย่างที่เขาได้ทำตลอดมานั้น เป็นสิ่งที่ผิด ตัวอย่างผู้หนึ่ง คือ จอห์น นิวตัน ผู้ซึ่งเริ่มต้นชีวิตของเขา โดยการเป็นพ่อค้าทาส ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ดีมาก แต่หลังจากที่เขาได้อ่านพระคำของพระเจ้า เขาก็เริ่มได้รู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ผิด พระคัมภีร์ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นผิด และเปลี่ยนแปลงให้เราทำสิ่งที่ถูกต้องได้ มีพลังในการปรับปรุงให้คนเข้าใจ และทำในสิ่งที่ถูก
  • พระคัมภีร์สามารถใช้ในการอบรมในทางธรรม พระคัมภีร์เป็นเหมือนโค๊ชที่สามารถฝึกฝนสั่งสอนเราได้ ให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีประสบการณ์ที่ถูกต้อง

ทั้ง 3 อย่างนี้ มีจุดประสงค์ก็เพื่อให้คนของพระเจ้า "พรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง" ซึ่งก็คือ พระคัมภีร์สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งชายและหญิงให้ครบถ้วนบริบูรณ์

มนุษย์พยายามที่จะหาวิถีทางที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ ได้รับการเยียวยาความขัดแย้งในใจ ต้องการที่จะจัดการกับความเครียด จัดการกับสถานการณ์ที่เลวร้าย และสามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการที่จะเป็นคนดีเท่านั้น แต่ต้องการที่จะมีผลต่อผู้อื่นด้วย และนี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์จะทำในชีวิตของเรา

 

"1 ข้าพเจ้ากำชับท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า และพระเยซูคริสต์ผู้จะทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย โดยอ้างถึงการที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏและแผ่นดินของพระเจ้าว่า
2 ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน
" (2ทิโมธี 4:1-2)

ทิโมธี ก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเราทั้งหลาย บางครั้งท่านก็อาจลืมไปว่า ท่านกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าผู้ที่สามารถให้เรามีลมหายใจหรือไม่ให้มีลมหายใจได้ ทรงสามารถตัดสินทุกคน ทรงทราบถึงจิตใจของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นอาจารย์เปาโลจึงเตือนทิโมธีว่า เขาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า ต่อหน้าพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งจะเสด็จมาพิพากษา จึงให้เขาประกาศพระวจนะ ทำการทั้งสิ้นเพื่อที่จะมีผู้ที่ได้รับความรอดผ่านทางข่าวประเสริฐ

มีการบันทึกถึงคำสนทนาระหว่าง บิลลี่ เกรแฮม กับอดีตประธานาธิบดีของอเมริกาท่านหนึ่ง ท่านประธานาธิบดีได้ถามบิลลี่ เกรแฮมว่า อยากจะได้ตำแหน่งใดในการบริหารงาน และสิ่งที่บิลลี่เกรแฮมตอบคือ "ข้าพเจ้าเชื่อว่าองค์พระเยซูคริสต์ได้ทรงเรียกข้าพเจ้ามา เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้"

เมื่อเราได้ยินถึงการประกาศพระวจนะ เราจะคิดถึงผู้รับใช้พระเจ้า แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้เราทำ คือ ให้เราแบ่งปัน เทศนาสั่งสอน ซึ่งสามารถทำในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เราสามารถที่จะประกาศให้กับใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ถ้าหากผู้ฟังต้องการฟัง เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส ให้เราประกาศพระวจนะคำของพระเจ้า แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเรา เป็นการประกาศถึงความรักของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อชีวิตของเรา เป็นการบอกว่าเราได้เคยประสบกับความเจ็บปวดความล้มเหลวเพียงใด และด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนนั้นเอง จึงทำให้มารซาตานไม่มีสิทธิในชีวิตของเราอีกต่อไป และที่สำคัญ พระองค์จะเสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา และสถิตอยู่กับเรา

อาจารย์เปาโลให้เราทำสิ่งเหล่านี้อย่างเร่งด่วน และได้แนะนำให้เรากระทำ 3 อย่าง

  • ชักชวนด้วยเหตุผล เป็นการบอกให้รู้ถึงแนวคิด บอกถึงเหตุผล เป็นการคลายข้อสงสัย เป็นการตอบด้วยสติปัญญา ซึ่งเป็นการทำให้คนที่มีความสงสัยได้เข้าใจ
  • ตักเตือนและเตือนสติ สำหรับบางคนต้องใช้การเตือนสติ บางคนอาจจะตกอยู่ในความบาป เราจึงจำเป็นต้องตักเตือน เพราะความบาปจะทำร้ายชีวิตของเขา
  • อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน บางครั้งอาจจะต้องคะยั้นคะยอ นั่นหมายถึงการให้กำลังใจ การหนุนใจ หนุนใจว่า หากเขาเชื่อวางใจในพระเจ้า เขาก็จะได้พบกับพระเยซูคริสต์เจ้า ได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

สิ่งเหล่านี้ เราจะต้องทำเสมอ ด้วยความอดทน เราไม่ควรที่จะกดดันแก่ผู้ที่เราประกาศด้วย แต่ให้เราอดทนรอคอย เพราะเมื่อถึงเวลาแล้ว เขาก็จะกลับใจได้ แต่เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศพระวจนะ

เราควรจะทำอย่างไร เมื่อเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความอันตราย? คำตอบก็คือ ให้เติมเต็มชีวิตของเราด้วยพระวจนะ และให้แบ่งปันข่าวดี คือข่าวประเสริฐ

อย่าเป็นคริสเตียนที่หูหนวกหรือเป็นใบ้ เราจะเริ่มเป็นคริสเตียนที่หูหนวก เมื่อเราไม่อ่านพระวจนะคำของพระเจ้า และจะเริ่มเป็นใบ้เมื่อเราไม่ประกาศข่าวประเสริฐ

ให้เราให้เวลากับการอ่านพระคำของพระเจ้า สิ่งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเรา และให้เราให้เวลาในการประกาศพระวจนะคำของพระองค์ ให้แก่ผู้ที่ไม่เคยได้รับฟัง ขอพระเจ้าทรงอวยพรเราผ่านทางการอ่านพระคำของพระองค์ และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเราในการที่จะทำตามและประกาศพระคำของพระองค์

 

Mr. Albert Lee

ล่ามโดย ผป.ดร. สุวิทย์ ธีรกุลชน

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 17/05/2009

เรื่อง Saturate Our Minds With God's Word and Share The Good News

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com