การก่อสร้างด้วยการวางราก

FollowHisSteps.com
 


"10 โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้ว เหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่า เขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร
11 เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้ว คือ พระเยซูคริสต์
12 บนรากนั้น ถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้ง หรือฟาง
13 การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร
14 ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน
15 ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ" (1โครินธ์ 3:10-15)


วันนี้ได้อ่านข่าวทางหนังสือพิมพ์ หลายที่หลายแห่งในโลกนี้ได้สร้างตึกสูงลับฟ้า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และปัจจุบันตึกลับฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ก็คือ ที่ไทเป แต่อีกไม่นานก็จะไม่ใช่ที่นี่อีกแล้ว เพราะมีอีกที่หนึ่งที่สร้างตึกสูงถึง 161 ชั้น ไม่ว่าตึกลับฟ้าจะสูงสักเท่าไรก็ตาม จะมีกี่ชั้นก็ตาม ทุกตึกเหล่านี้จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง

อาจารย์เปาโลได้พูดถึงรากฐาน ว่าจะต้องมั่นคงแข็งแรง โดยท่านเปรียบตัวเองว่าเป็นนายช่างที่ชำนาญ ที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว และรากฐานที่แท้จริงนั้นคือพระเยซูคริสต์

เราได้รับพระกิตติคุณ ได้รับชีวิตใหม่จากพระเยซูคริสต์ เราได้ติดตามกับพระองค์อย่างใกล้ชิดติดสนิท อยู่ในพื้นฐานเช่นนี้แหละ แล้วจึงมีการก่อขึ้นมาได้

คริสเตียนรุ่นที่สอง ที่สาม ได้รับการสร้างขึ้นจากรากฐานที่แข็งแรง ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเยซูคริสต์ ได้รับการปลูกฝังจากรุ่นก่อน จากรากฐานที่มั่นคงนี้จึงจะสร้างชั้นต่อ ๆ มาได้ แต่ทว่าคริสเตียนรุ่นหลัง ๆ นี้ได้รับอิทธิพลจากสังคมภายนอกอย่างมากมาย น่าเป็นห่วงอย่างมาก

เมื่อเราได้พัฒนาความเชื่อของเรา ชีวิตของเราก็เหมือนกับการสร้างตึกสูง ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากรากฐานที่แข็งแรงได้

ครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรแห่งหนึ่งในประเทศสก็อตแลนด์ ขณะเดินทางไป ก็พบว่าในละแวกนั้นมีคริสตจักร 3 แห่ง สร้างได้สวยงามมากตามแบบของตะวันตก เมื่อเข้าไปในโบสถ์แห่งหนึ่งก็พบว่าสวยงามใหญ่โตมาก มีออร์แกนที่บรรเลงเพลงไพเราะมาก แต่ว่ามีผู้ร่วมนมัสการเพียงแค่ 10 กว่าคนเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย บริเวณเก้าอี้ที่นั่งส่วนใหญ่ว่างเปล่า ไม่เพียงแต่ที่นี่เท่านั้น อีกหลาย ๆ โบสถ์ก็เป็นเช่นกัน บางที่ก็เหลือเพียงแค่อาคาร บางที่กลายเป็นสถานที่สำหรับจำหน่ายเหล้าสุรา

ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่มาด้วยกัน ท่านมาจากมาเลเซีย ท่านได้ร้องไห้เสียงดัง ข้าพเจ้าก็ได้คิดใคร่ครวญว่า กาลครั้งหนึ่ง คริสตจักรเหล่านี้ได้มีการฟื้นฟู แต่ทำไมเดี๋ยวนี้จึงว่างเปล่าวังเวงเช่นนี้ กาลครั้งหนึ่งคริสตจักรเหล่านี้เคยได้ส่งมิชชันนารีไปยังหลายประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ถูกสังคมกลืนไปเสียแล้ว ได้อยู่ห่างจากรากฐานอันแท้จริงเสียแล้ว

อาจารย์เปาโล ท่านได้วางรากฐานที่ดีแล้ว แล้วก็จะมีผู้ที่ก่อขึ้นมา ถ้าหากรากฐานไม่มั่นคง เมื่อมีการทดลอง ก็จะล้มลง แต่ถ้ารากฐานมั่นคง สิ่งที่ก่อขึ้นมาก็จะแข็งแรง

ถ้าเราอยู่ในครอบครัวที่เป็นคริสเตียน สิ่งที่เราดำเนินอยู่นั้นได้อยู่ในวิถีทางของพระเจ้าหรือไม่ ? อยู่ในพื้นฐานความเชื่อที่ถูกต้องหรือไม่ ?

คริสตจักรปัจจุบันได้มุ่งที่ประกาศออกไป แต่อย่าลืมที่จะประกาศข่าวประเสริฐกับพี่น้องในคริสตจักร เพราะรากฐานที่แท้จริงคือองค์พระเยซูคริสต์ เราจะต้องประกาศข่าวประเสริฐให้กับคริสเตียนรุ่นที่สอง สาม สี่ เพราะถ้าหากคนเหล่านี้ไม่ได้ติดสนิทกับรากฐานแห่งความเชื่อที่มั่นคง เมื่อถูกการทดลองก็จะล้มลง

สิ่งที่เราควรจะเน้น ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของคริสตจักร แต่เป็นชีวิตพื้นฐานความเชื่อของสมาชิก

คริสตจักรที่ได้รับการฟื้นฟู จะต้องมีการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า มีพิธีกรรมต่าง ๆ และที่สำคัญ จะต้องไม่ลืมที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่สมาชิกของคริสตจักร เพื่อให้สมาชิกได้มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์

ในคริสตจักร ได้มีพิธีกรรม 2 พิธี ได้แก่ พิธีบัพติสมา และ พิธีมหาสนิท

พิธีบัพติสมา มีเพียงครั้งเดียว การรับบัพติสมา คือ การติดสนิทกับพระเยซูคริสต์

พิธีมหาสนิท จำเป็นต้องเข้าร่วมหลายครั้ง เป็นการที่เราระลึกว่า แขนงจำเป็นต้องติดสนิทกับเถาองุ่น จึงจะได้รับอาหารหล่อเลี้ยงจากเถานั้น และจะสามารถเกิดผลได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากแขนงแยกจากเถา อาหารก็จะไม่สามารถหล่อเลี้ยงแขนงได้ ในที่สุดแขนงเหล่านั้นก็เหี่ยวแห้งไป จำเป็นต้องถูกตัดออกและเผาทิ้งเสีย (ยอห์น 15)

พิธีศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ได้แสดงถึงความเชื่อพื้นฐานของคริสเตียน

คริสตจักรจะมีคำพยานที่ดี ถ้าหากว่าได้ติดสนิทกับรากฐานของความเชื่อ เราจำเป็นต้องติดสนิทกับเถาองุ่น เพื่อจะรับอาหาร และเกิดพร

จึงอยากให้เราพิจารณาว่าลูกหลานได้รับความรอดแล้วหรือยัง ? ไม่ใช่ว่าเขาได้รับบัพติสมาแล้วเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาว่าเขาได้ติดสนิทกับรากฐานของความเชื่อแล้วหรือยัง

เราคริสเตียนต่างต้องขอบคุณพระเจ้า เมื่อพระคุณของพระเจ้าได้มาถึงเราแล้ว พระองค์จะทรงอวยพรชั่วลูกชั่วหลาน พระเจ้าได้ทรงเมตตาต่อเราหลาย ๆ ด้าน

ที่สิงคโปร์ ผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่ จะห่วงการเรียนของเด็ก จะใช้เงินจำนวนมากที่จะส่งให้เขาเรียน ส่งเสริมด้านการศึกษา และหวังว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตที่ดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่คนที่เป็นคริสเตียนก็คิดเหมือนกัน น่าเสียดาย ถ้าหากว่าเราได้วางรากฐานที่ไม่ถูกต้องให้แก่ลูกหลาน ถ้าหากเราละเลยไม่วางรากฐานที่ถูกต้องให้แก่ลูกหลาน คงจะไม่ถูกต้องถ้าหากเราจะก่อร่างลูกหลานของเราให้สูงอย่างมาก แต่กลับไม่วางรากฐานที่มั่นคงให้แก่เขา

พระเยซูได้ตรัสสอนถึงเรื่องการทดสอบ คนที่มีปัญญาจะสร้างบ้านอยู่บนศิลา และคนที่โง่เขลาจะสร้างบ้านบนทราย เมื่อมีลมพัด มีคลื่นซัด บ้านที่สร้างบนพื้นทรายก็ล้มทลายลง เสียหายมากมาย แต่บ้านที่สร้างบนศิลาก็จะไม่พังทลาย เพราะรากฐานนั้นได้สร้างอยู่ที่ศิลา

เราจะต้องสนใจว่าลูกหลานของเรามีชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความเชื่อที่ถูกต้องหรือยัง เพราะการทดสอบจะต้องมีแน่นอน ถ้าหากเวลานี้เราไม่สนใจพื้นฐานแห่งความเชื่อเหล่านี้ เมื่อมีการทดสอบต่อเขา อันตรายจะเกิดขึ้นอย่างน่ากลัว

ออกัสติน เกิดเมื่อ ค.ศ. 353 เขาเป็นอัจฉริยะ เมื่อตอนหนุ่ม ๆ เขาเป็นเด็กฉลาด มีความรู้ดีมาก น่าเสียดายที่เขาได้รับการถ่ายทอดอุปนิสัยจากคุณพ่อของเขาอย่างมาก

คุณพ่อของออกัสติน เป็นผู้ที่เก็บภาษีที่ด่าน เขาปล่อยปละละเลย ไม่จริงจังในการทำงาน แต่ส่วนคุณแม่อายุน้อยกว่า เป็นคนที่รักพระเจ้า

เมื่อออกัสตินคลอดออกมาไม่นาน เขาก็ถูกอุ้มไปที่คริสตจักร และต่อมาก็ได้รับบัพติสมา เขาได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาอย่างดีเยี่ยม แต่ชีวิตลึก ๆ ของเขา เขาก็ได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อ เขาใช้ชีวิตเสเพล เมื่ออายุ 18 ปี นั้นเอง เขาได้มีลูกเสียแล้ว

คุณแม่ของเขาได้อธิษฐานเพื่อลูกของเขาทุกวัน เขาได้อธิษฐานในวิหารด้วยน้ำตานองหน้า วันหนึ่งมีอธิการท่านหนึ่งได้เห็นนางอธิษฐานอย่างจริงจัง ท่านจึงได้บอกกับนางว่า "คุณแม่ที่อธิษฐานเพื่อลูกจนน้ำตานองหน้า คำอธิษฐานของเขาพระเจ้าทรงสดับรับฟัง"

ออกัสตินเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ชีวิตส่วนตัวเขาก็ยังคงล้มเหลว และที่แย่กว่านั้น เขาได้รับการสอนจากลัทธิที่สอนผิด

วันหนึ่งเขาเดินในสวนของอธิการ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำงานในจิตใจของท่าน ได้ทรงเรียกร้องอยู่ในใจของเขา ให้เขายุติชีวิตที่อยู่ในความบาป เวลานั้นเขาได้ยินเสียงเด็กข้างบ้านขณะกำลังอ่านหนังสือ เมื่อเขาหันไป ก็พบกับพระคัมภีร์ และเขาก็ได้พบกับพระคัมภีร์ตอนหนึ่งในพระธรรมโรม

"13 เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย มิใช่หยาบโลนลามก มิใช่วิวาทริษยากัน
14 แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง" (โรม 13:13-14)

ตั้งแต่เวลานั้น ออกัสตินได้กลับมาหาพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พึ่งในฤทธานุภาพของพระเยซูคริสต์

แม่ของเขาได้อธิษฐานเพื่อออกัสตินถึง 33 ปี และในที่สุดพระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐาน ตามคำที่อธิการผู้นั้นได้บอก

 

ศจ. พัว จี้เซ้ง

ล่ามโดย ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 26/04/2009

เรื่อง การก่อสร้างด้วยการวางราก

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com