คริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า

FollowHisSteps.com
 


"6 เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ'
7 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า 'ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลา และวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์
8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก'
9 เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา
10 เมื่อเขากำลังเขม้นดูฟ้า เวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น มีสองคนสวมเสื้อขาวมายืนอยู่ข้างๆ เขา
11 สองคนนั้นกล่าวว่า 'ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์ นั้น' " (กิจการ 1:6-11)


สิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ด้วยกัน จากพระธรรมตอนนี้ ได้แก่

 

1. คริสตจักรเป็นอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องของการเมือง อำนาจ และสิทธิประโยชน์

"6 เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ'
7 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า 'ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลา และวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์' " (กิจการ 1:6-7)

ขณะที่สาวกดั้งคำถามกับพระเยซู ว่าจะทรงตั้งอาณาจักรหรือ?

แม้พระองค์ไม่ได้ปฏิเสธ แต่สิ่งที่พระองค์สะท้อนให้เห็น ก็คือ คริสตจักร เป็นอาณาจักรของพระเจ้าที่ทรงไว้ซึ่งสิทธิอำนาจ ตั้งอยู่บนโลกนี้ และทรงมีน้ำพระทัยที่ดียอดเยี่ยมสำหรับคริสตจักรของพระองค์

คริสตจักรเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นอาณาจักรของพระเจ้า เป็นที่ที่เราทั้งหลายจะมานมัสการพระองค์ด้วยความยำเกรง เป็นที่ที่เราจะใช้ชีวิตที่ชอบพระทัยพระเจ้า เป็นแสงสว่าง เป็นเกลือของโลก

ในคริสจักร จึงได้มีการพยายามเน้นให้พี่น้องเฝ้าเดี่ยว ไม่ขาดการนมัสการ ใช้ชีวิตที่ดีงาม เป็นพยานเพื่อถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า

"เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เป็นผู้ดีรอบคอบ" (มัทธิว 5:48)

จึงขอยืนยันว่า คริสตจักรเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นอาณาจักรของพระเจ้า

 

2. คริสตจักรเป็นฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกำลัง ความรู้ ความสามารถของมนุษย์

"แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" (กิจการ 1:8)

หลังจากที่พระองค์ตรัสว่า อาณาจักรของพระเจ้าเป็นสิทธิของพระองค์แล้ว ระองค์ทรงให้ภาพว่า คริสตจักรเป็นเรื่องฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ในพระธรรมกิจการ แม้ว่าชื่อจะบอกว่า เป็นกิจการของอัครทูต แต่จริง ๆ แล้วล้วนเป็นกิจการของพระวิญญาณบริสุทธิ์

สาวกรุ่นแรกของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้มีความสามารถหรือมีความรู้อะไรเป็นพิเศษ นอกจากทักษะการจับปลา แต่คนเหล่านี้กลับสามารถนำคนมารับเชื่อได้เป็นพัน ๆ คน ถ้าไม่ใช่เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาจะทำเช่นนี้ได้หรือ?

สาวกของพระองค์ จากเดิมเป็นคนที่กลัว ถึงขนาดหนีไปจากพระองค์ ปฏิเสธพระองค์ กลับมีความกล้ามากถึงขนาดที่สามารถพูดต่อหน้าสภาได้

"ฝ่ายเปโตรกับอัครทูตอื่นๆ ตอบว่า 'ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์' " (กิจการ 5:29)

เซาโล ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตน เป็นฟาริสีที่ดี แต่ผลคือ ทุกอย่างล้มเหลว แต่เมื่อท่านได้กลับใจ เปลี่ยนชื่อเป็น เปาโล ท่าทีการทำพันธกิจของท่านแตกต่างอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เคยมี ได้แก่ ความรู้ความสามารถ และสิ่งที่เคยพึ่งพิง ได้แก่ ตำแหน่ง หน้าที่ ท่านกลับบอกว่า ทุกสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่หยากเยื่อ

"ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเหยื่อ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์" (ฟิลิปปี 3:8)

จดหมายฝากอาจารย์เปาโล แทบจะทุกฉบับ ท่านจะฝากให้คริสตจักรอธิษฐานเพื่อท่านเสมอ เพราะท่านรู้ว่า ท่านทำทุกสิ่งทุกอย่างเองไม่ได้ ต้องอาศัยกำลังจากพระองค์

"18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน
19 และอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูด และเกิดใจกล้า ประกาศ และสำแดงข้อลับลึกแห่งข่าวประเสริฐได้" (เอเฟซัส 6:18-19)

อาจารย์เปาโลรับใช้พระเจ้า สัตย์ซื่อ เกิดผลมากมาย ท่านเองมีประสบการณ์มาก มีความรู้ในทางของพระเจ้ามาก ประกาศ นำคน สร้างผู้นำมากมาย แต่ท่านรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องวิญญาณ ถ้าไม่ใช่พระเมตตาของพระเจ้า ไม่ใช่ฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านรู้ว่าท่านทำไม่ได้ ท่านต้องอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์

"แล้วท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า 'นี่เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ให้ไว้กับเศรุบบาเบล ว่า มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ' " (เศคาริยาห์ 4:6)

ครั้งหนึ่ง มูดี้ประกาศเทศนาพระกิตติคุณ ท่านเป็นห่วงมากเพราะเป็นช่วงแรกที่ท่านประกาศครั้งใหญ่ ท่านอธิษฐานมอบแด่พระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า ขณะเทศนา พระเจ้าทรงนำ พี่น้องจำนวนหนึ่งอธิษฐานเพื่อท่านอย่างจริงจัง และท่านก็ได้นำคนเป็นร้อย ๆ กลับใจรับเชื่อ

มีคนตื่นเต้นอย่างมาก มาพูดคุยกับท่าน ท่านตอบว่า "ไม่ใช่เพราะคำเทศนา แต่เป็นเพราะพี่น้องที่ได้อธิษฐานเพื่อ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำการ จึงมีคนกลับใจรับเชื่อ"

เรื่องของคริสตจักรเราต้องพึ่งฤทธานุภาพของพระเจ้าอยู่เสมอ

 

3. คริสตจักรเป็นพยานชีวิตประจำวันของผู้เชื่อ ไม่ใช่อาศัยกิจกรรม หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ (ข้อ8)

"แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" (กิจการ 1:8)

แม้จะมีการใช้เทคโนโลยีมากมายในการเทศนาสั่งสอน แต่คริสตจักรของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นกับสิ่งเหล่านี้ หากแต่เป็นพยานชีวิตของพี่น้องทั้งหลาย ที่มีส่วนที่ทำให้คริสตจักรเติบโตและเกิดผล

บิลลี่ เกรแฮม ท่านกล่าวว่า จะไม่ไปที่ประเทศหนึ่งเลย ถ้าหากคริสตจักรไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใน 1 ปี ขอบคุณพระเจ้า เมื่อกำหนดมาถึง คริสตจักรในประเทศนั้นก็สามารถรวมเป็นหนึ่งได้ และท่านก็ได้มา คำเทศนาของท่านก็เป็นสิ่งที่ดูแล้วไม่ได้เป็นสิ่งใหม่เลย แต่เมื่อท่านเรียกให้ผู้เดินออกมารับเชื่อ รับการอธิษฐาน กลับมีคนออกมาเป็นพันคน

นี่เป็นเพราะอะไร? ท่านได้เป็นพยานว่า "เป็นเพราะพี่น้องทั้งหลายได้เป็นพยาน ได้ออกไปเชิญชวน ร่วมมือกับท่าน คริสตจักรจึงเกิดผล ผมเพียงทำหน้าที่เก็บเกี่ยวเท่านั้น"

พยานชีวิตของพี่น้องในคริสตจกัร เป็นเรื่องสำคัญมาก

"พยานฝ่ายเรา" หมายถึง การกล่าวเรื่องที่ได้เห็น เรื่องที่ได้ยิน ความรู้สึกที่ได้สัมผัส ให้ผู้อื่นได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น บอกเพียงเท่านี้ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำงานในจิตใจของผู้ที่ได้ยิน

คริสตจักรไม่น้อย พยายามใช้ความรู้ ความสามารถ ในการบริหารจัดการ แต่กลับไม่ได้ผลเท่าที่ควร ขณะเดียวกัน คริสตจักรไม่น้อยเช่นกัน ที่ไม่ได้มีกิจกรรมมากนัก แต่คริสตจักรเหล่านี้กลับเจริญเติบโตอย่างมาก เมื่อสมาชิกมีวินัย ใกล้ชิดติดสนิทพระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นเอก กระทำตามพระมหาบัญญชา ชีวิตที่เรียบง่ายของพี่น้องเหล่านี้ เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยแปลง ให้เกิดการเติบโตอย่างมากมาย

ผู้ปกครองท่านหนึ่งเป็นเจ้าของโรงงาน ไม่ง่ายที่จะปกครองคนงานทั้งหลาย เพราะลูกน้องก็หลากหลาย ผู้ปกครองท่านนี้ เป็นพยานว่า เดิม เมื่อใครทำผิด มีปัญหา เขาจะด่าว่า จัดการทันที แต่เมื่อเขาได้กลับใจใหม่ สัมผัสถึงพระคุณความรักของพระเจ้า และตระหนักว่าชีวิตจะต้องเป็นพยาน เขาก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง เขาติดสนิทอ่านพระคัมภีร์ทุก ๆ วัน เขาก็ใจเย็นลง และเปลี่ยนท่าที เขาเปลี่ยนวิธีปฏิบัติต่อลูกน้อย ไม่ว่าใครก็ตาม เขาก็จะปฏิบิติด้วยอย่างพี่น้อง ลูกน้องก็กลับเกรงใจมากขึ้น

ชีวิตของผู้ปกครองท่านนี้ กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ผิดกฎหมาย เรื่องการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกน้อง และมีหลายคนประทับใจในชีวิตของเขา ที่เป็นคนดี สุจริต

ขอบคุณพระเจ้า คนงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง กลับใจเป็นคริสเตียน และอีกไม่นาน ก็จะมีการตั้งศาลาธรรมที่บริเวณใกล้โรงงานของเขา

ชีวิตที่เป็นพยานของเรา มีผลมาก มีส่วนที่จะทำให้คริสตจักรเคลื่อนไหวและเกิดผล

"พยานซื่อตรงช่วยชีวิตให้รอด แต่ผู้ที่เปล่งคำมุสาเป็นคนขายคน" (สุภาษิต 14:25)

ขั้นตอนการเป็นพยาน ต้องเริ่มต้นจาก เยรูซาเล็ม ยูเดีย สะมาเรีย และสุดปลายแผ่นดินโลก หมายถึง การเป็นพยานชีวิต ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ใกล้ตัว และขยายออกไป ให้เราเริ่มจากบุคคลในครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน และขยายออกไปจนข้ามชนชาติ ข้ามวัฒนธรรม

ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย ที่จะนำคนในครอบครัว ให้มาถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า และชีวิตที่ดีงามของเราก็จะเป็นสิ่งที่จะนำคนใกล้ตัวมารู้จักพระเจ้าได้เป็นอย่างดี

เจม สมิทธิ์ ได้กล่าวไว้ว่า "แสงสว่างที่ส่องออกไปได้ไกลมากนัก จะสว่างที่สุดที่จุดเริ่มต้น คือ ที่บ้านของเรานั่นเอง"

เราได้เป็นพยานชีวิตที่ดีงามแก่คนในครอบครัวแล้วหรือยัง ?

 

4. คริสตจักรเป็นชุมชนแห่งความเชื่อ ความหวัง และความรัก ไม่ใช่องค์กรที่มุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งคน

"9 เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา
10 เมื่อเขากำลังเขม้นดูฟ้า เวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น มีสองคนสวมเสื้อขาวมายืนอยู่ข้างๆ เขา
11 สองคนนั้นกล่าวว่า 'ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์ นั้น' " (กิจการ 1:9-11)

ทูตสวรรค์กำลังบอกเป็นนัยว่า แม้ว่าพระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จสู่สวรรค์แล้ว แต่ท่านทั้งหลายยังคงต้องดำเนินชีวิตในโลกนี้ ให้มีความหวัง ความรัก รอคอยวันที่พระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนี่ง

สาวกในเวลานั้น คงจะรู้สึกเคว้งคว้าง ว่าพระองค์ทรงไปแล้วหรือ

แต่สาวกเหล่านี้ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นว่า จะกระทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอน จะเริ่มต้นใหม่ ก้าวไปข้างหน้า ดำเนินชีวิตให้สมกับที่เป็นสาวกของพระคริสต์

คริสตจักรเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในอีก 10 วันต่อมา ในวันเพนเทคศเต ซึ่งเป็นวันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้เสด็จมา

แล้วหลังจากนั้น พวกสาวกก็ได้รับใช้อย่างเต็มที่ โดยพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์

"เพราะเหตุนั้นเอง ข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้ ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงสามารถรักษา ซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์ {หรือ ซึ่งพระองค์ได้ทรงมอบให้แก่ข้าพเจ้า} จนถึงวันพิพากษาได้" (2ทิโมธี 1:12)

พวกเขาไม่ยึดติดกับโลกนี้ แต่หวังใจนการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์

"3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์
4 และเพื่อให้ได้รับมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์ เพื่อท่านทั้งหลาย  (1เปโตร 1:3-4)

คริสตจักรในยุคแรกได้เต็มเปี่ยมด้วยความรัก และผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

"32 คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่เป็นของตน แต่ทั้งหมดเป็นของกลาง
33 อัครทูตจึงประกอบด้วยฤทธิ์เดชใหญ่ยิ่ง เป็นพยานว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว และพระคุณอันใหญ่ยิ่งได้อยู่กับเขาทุกคน (กิจการ4:31-32)

แม้เราจะอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาอย่างมากมาย แต่เราจะไม่เป็นปัญหาเหมือนคนอื่น เพราะว่าเรามีพระเจ้า

"เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์" (โรม 8:28)

"31 ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา
32 พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลาย ด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ" (โรม 8:31-32)

พี่น้องที่รัก ขอที่เราเชื่อและวางใจในพระเจ้า มีความหวังในพระองค์ รักพระเจ้า รักพี่น้อง ให้อภัย ช่วยเหลือกัน เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เราทุกคนมีส่วน ที่จะทำให้คริสตจักรของเรา เป็นพระพรอย่างแท้จริง

 

ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 19/04/2009

เรื่อง คริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com