รักพระเจ้า นมัสการพระองค์

FollowHisSteps.com
 


"1 ผู้ใดเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า และผู้ใดรักพระองค์ผู้ทรงให้กำเนิด ผู้นั้นก็รักคนที่เกิดจากพระองค์ด้วย
2 โดยข้อนี้ เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์
3 เพราะนี่แหละ เป็นความรักต่อพระเจ้า คือ ที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้น ไม่เป็นภาระ
4 เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยต่อโลก และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่ชนะโลก
5 ใครเล่าชนะโลก ไม่ใช่คนอื่น คือ ผู้ที่เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง" (1ยอห์น 5:1-5)


เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก และทางคริสตจักรก็ได้ตั้งเป้าหมายให้เดือนนี้เป็นเดือนที่เน้นถึงการนมัสการ จึงอยากจะตั้งหัวข้อวันนี้ว่า "รักพระเจ้า นมัสการพระองค์"

จากพระคัมภีร์ตอนนี้ อยากถามคำถาม 2 คำถาม คือ ทำไมเราจึงต้องรักพระเจ้า และ เราจะรักพระเจ้าได้อย่างไร

ทำไมเราจึงต้องรักพระเจ้า

เพราะพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ทรงฤทธานุภาพ ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงเป็นเจ้าของชีวิตของเรา ทรงรักเราทุกคน รู้จักเราทุกคนอย่างเฉพาะเจาะจง แน่นอนครับ เราจึงต้องรักพระองค์

"เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน" (1ยอห์น 4:19)
"เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมเสียสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ" (ยอห์น 10:11)
"ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า" (กาลาเทีย 2:20)

คนที่สัมผัสถึงความรักของพระเจ้า จะให้เขาไม่รักพระเจ้าไม่ได้เลยครับ

หญิงคนหนึ่งมาจากอินโดนีเซีย เขาได้เล่าประสบการณ์ชีวิต เขาอยู่ในครอบครัวที่เคร่งครัดในด้านศาสนาพื้นเมือง ได้รับความทุกข์ยากลำบากแต่เล็ก เมื่อเจ็บป่วยในวัยเด็ก หมอให้ยาผิด ทำให้เขาเป็นโรคที่ปวดเส้นเอ็นมากเวลาสัมผัสอากาศเย็น เขาเจ็บปวดทรมานมากทุกคนจนโตเป็นสาว

วันหนึ่งเขาได้ไปพักกับพี่สาวซึ่งรักเขามาก พี่สาวดูแลเขาอย่างดี ข้างบ้านของพี่สาวมีสามีภรรยาที่เป็นคริสเตียนอาศัยอยู่ สามีภรรยาคู่นี้แปลกใจมากเพราะได้ยินเสียงร้องไห้โอดครวนเสมอทุกคืน พวกเขาจึงทำการสืบ และเมื่อทราบว่าเป็นหญิงคนนี้ที่ร้องไห้กลางคืนเพราะความเจ็บปวด สามีภรรยาคู่นี้จึงตัดสินใจที่จะพบปะผู้คุย แม้จะรู้ว่าพี่สาวของหญิงคนนี้ไม่ชอบคริสเตียน

สามีภรรยาคริสเตียนคู่นี้ได้มีโอกาสพูดคุย และอธิษฐานเผื่อ ขอบคุณพระเจ้า หญิงคนนี้ก็รู้สึกดีขึ้น ต่อมาก็ได้มีโอกาสแอบพบปะและอธิษฐานเผื่อ สิ่งที่หญิงคนนี้สัมผัสได้ คือ พระเจ้าทรงเมตตาเขา พระเจ้าทรงรักษาเขาแล้ว สาวคนนี้ดีใจมากจึงไปบอกพี่สาวว่าหายแล้ว แต่พี่สาวแทนที่จะดีใจด้วย กลับด่าว่า และห้ามมิให้พูดคุยกับพี่น้องคริสเตียนคู่นั้นอีก

แต่ด้วยที่หญิงคนนี้ได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้า ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า เมื่อมีโอกาสก็ได้พยายามที่จะไปพูดคุย และได้ไปโบสถ์ในที่สุด ได้นมัสการพระเจ้า สัมผัสถึงพี่น้อง สัมผัสถึงความรัก เขาก็มีความประทับใจ และไปนมัสการพระเจ้าสม่ำเสมอ โดยพยายามโกหกพี่สาวว่าไปทำอย่างอื่น

ต่อมาเขาก็ตัดสินใจที่จะบอกพี่สาวว่าเขาอยากเป็นคริสเตียน พี่สาวก็รายงานไปยังพ่อแม่ของเขาที่บ้าน พ่อแม่ของเขาจึงสั่งว่า ถ้าจะเป็นคริสเตียน ต้องออกจากบ้าน

แต่หญิงคนนี้บอกว่า พระเยซูคริสต์ทรงดีต่อเขามาก ตลอด 10 กว่าปีที่เขาต้องทนความเจ็บปวด แต่พระเจ้าก็ทรงรักษาชีวิตของเขา เมื่อพระเจ้ารักเขามากอย่างนี้ จะให้เขาไม่ไปนมัสการพระองค์ ไม่ให้ไปโบสถ์ได้อย่างไร

หญิงคนนี้จึงตัดสินใจออกจากบ้าน แม้ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่เขามั่นใจว่า พระเจ้าทรงรักษาเขาได้ พระเจ้าก็จะทรงดูแลเขาได้อย่างแน่นอน

ในที่สุดก็มีคนพบเห็น และได้ช่วยเหลือหญิงคนนี้ พาเขาไปพักที่โบสถ์ ที่โบสถ์ได้แจ้งไปที่บ้านเขา ที่บ้านเขาก็ไม่สนใจ หญิงคนนี้ได้พยายามอธิษฐานเผื่อครอบครัวเสมอ จนในที่สุดที่บ้านก็ยอมให้เขากลับไปอยู่ที่บ้าน เขาเป็นพยานจนกระทั่่งพาพี่สาว คุณพ่อคุณแม่มาเชื่อในพระเจ้า

เช่นเดียวกัน ถ้าจะถามเราว่า "ทำไมเราจึงต้องรักพระเจ้า?" พี่น้องแต่ละคนคงจะมีคำตอบอย่างแน่นอน เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน

เราจะรักพระเจ้าอย่างไร

"36 'อาจารย์เจ้าข้า ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด'
37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า 'จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า
38 นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่ และข้อต้น
39 ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
40 ธรรมบัญญัติ และคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้' " (มัทธิว 22:36-40)
"โดยข้อนี้ เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์" (1ยอห์น 5:2)

เราจะรักพระเจ้าได้อย่างไร? ก็โดยการเชื่อฟังพระมหาบัญญัติของพระเจ้า ที่เราจะรักพระเจ้า และรักพี่น้อง

หลาย ๆ สิ่งในพระวจนะคำของพระเจ้านั้นล้ำลึกมาก อย่างเช่น ใน 1โครินธ์ 13 ที่กล่าวว่า

"ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง" (1โครินธ์ 13:4)

แม้ว่าคนนั้นทำไม่ดีกับเรา รังแกเรา เราอาจจะอยากโต้ตอบเขา แต่ขอบคุณพระเจ้า พระวจนะคำของพระเจ้าให้เราอดทนนาน และไม่ใช่เป็นเพียงการตั้งรับ เราต้องกระทำคุณให้ด้วย โดยทำสิ่งดีกับคนที่ไม่ดีต่อเรา พระวจนะคำของพระเจ้าของเรา หวานซึ้ง และลึกซึ้งมาก

"เพราะนี่แหละ เป็นความรักต่อพระเจ้า คือ ที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้น ไม่เป็นภาระ" (1ยอห์น 5:3)

สาระสำคัญของพระบัญญัติข้อใหญ่ ก็คือ บัญญัติ 4 ประการแรก ดังในพระธรรม อพยพ 20 ได้กล่าวไว้ชัดเจน

"3 อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
4 อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน
5 อย่ากราบไหว้ หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน
6 แต่เราแสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเรา และปฏิบัติตามบัญญัติของเรา จนถึงพันชั่วอายุคน {หรือจำนวนหลายพันคน}
7 อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่า ไม่มีโทษก็หามิได้
8 จงระลึกถึงวันสะบาโต {คือ วันหยุดพัก (งาน)} ถือเป็นวันบริสุทธิ์
9 จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน
10 แต่วันที่เจ็ดนั้น เป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ ไม่ว่าเจ้าเอง หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า
11 เพราะในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้า และแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์" (อพยพ 20:3-11)

พี่น้องครับ พระบัญญัติของพระเจ้าบอกไว้ให้เรารักษาวันสะบาโต ดังนั้น ถ้าเรารักพระเจ้า เราจะต้องยินดีที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การมานมัสการพระเจ้าในวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า

เมื่อพูดถึงวันสะบาโต ในสมัยพระคัมภีร์เดิม คือ เย็นวันศุกร์ถึงเย็นวันเสาร์ ในสมัยอัครสาวก พวกเขาก็ได้หยุดพักในวันสะบาโตตามหลักของชาวยิว และเขาก็ได้นมัสการพระเจ้าในวันแรกของสัปดาห์ด้วยเช่นกัน ต่อมา สาวกส่วนใหญ่มิใช่ชาวยิว จึงได้นมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ จนกระทั่งมีการเรียกวันอาทิตย์ว่า เป็นวันสะบาโต เป็นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นวันที่จะระลึกถึงการเป็นขึ้นจากความตายขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า

วันสะบาโต สำคัญ เพราะเป็นวันที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ เป็นวันที่บริสุทธิ์ และเป็นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า

"พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง" (ยอห์น 4:24)
"พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย" (โรม 12:1)
"อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่า วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" (ฮีบรู 10:25)

วิวรณ์ ได้ให้ภาพของการนมัสการบนสวรรค์ไว้อย่างดี

"10 ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้น ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้าพระที่นั่งร้องว่า
11 'องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติ และฤทธิ์เดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้น ก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์' " (วิวรณ์ 4:10-11)

พระธรรมหลาย ๆ ข้อที่ได้กล่าวอ้างถึง ได้แนะนำว่า การนมัสการพระเจ้า เป็นการยืนยันว่าเรารักพระเจ้า และผู้ที่รักพระเจ้าอย่างเข้มแข็ง ก็จะไม่ยอมขาดการนมัสการพระเจ้า แม้ว่าร่างกายอาจจะอ่อนแอ เจ็บป่วย โดนกีดกัน โดนกลั่นแกล้ง แต่เขาก็จะพยายามที่จะมานมัสการพระเจ้าอย่างแน่นอน

แต่ในทางกลับกัน บางคนสามารถมานมัสการพระเจ้าได้ แต่กลับไม่มา อาจจะเห็นการนัดหมายกับเพื่อนสำคัญกว่าการนัดหมายกับพระเจ้า เมื่อมีการขาดการนมัสการครั้งแรก ก็จะมีการขาดครั้งต่อไป เมื่อหลายครั้งเขา ก็จะเริ่มรู้สึกว่าการมานมัสการพระเจ้ากระทำได้ยากขึ้น แล้วในที่สุดก็หายไป ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้หลงหายมากมาย ลูกหลานมากมายที่หายไป ขอพระเจ้าเมตตา

ในบางครั้งเพียงแค่ผู้ใหญ่คนหนึ่งหายไป ก็ทำให้คนอื่น ๆ ในครอบครัวเห็นความสำคัญของการนมัสการพระเจ้าน้อยลง และหายไปเช่นกัน ในทางกลับกัน มีผู้อาวุโสหลายท่าน ตั้งใจอย่างมากที่จะนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ สิ่งที่เขาตั้งใจนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูก ๆ หลาน ๆ เห็นความสำคัญของการมานมัสการ และลูก ๆ หลาน ๆ เหล่านั้นจึงได้เข้มแข็ง มานมัสการพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ

ขอพระเจ้า ที่จะนำให้เรารักพระเจ้า นมัสการพระองค์ มานมัสการพระเจ้าสม่ำเสมอ และที่จะหนุนใจให้เพื่อน ๆ ญาติพี่น้องอีกหลาย ๆ คนมานมัสการพระเจ้าเช่นกัน

 

ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 15/02/2009

เรื่อง รักพระเจ้า นมัสการพระองค์

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com