รู้จัก

FollowHisSteps.com
 

เราแต่ละคนเป็นคริสเตียน ย่อมที่จะรู้จักพระเจ้า แต่ระดับของการรู้จักพระเจ้าแตกต่างกันไป

การรู้จักพระเจ้าที่สุดขั้วนั้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ พวกที่รู้จักพระเจ้าน้อยเกินไป และพวกที่รู้จักพระเจ้ามากเกินไป

1. พวกที่รู้จักน้อยเกินไป

"เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก' เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบ ถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่" (กิจการ 17:23)

พระธรรมตอนนี้ ได้กล่าวถึงตอนที่อาจารย์เปาโลพูดกับชาวเอเธนส์ ชาวเอเธนส์รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้ เขาจึงเอาแต่นมัสการ นมัสการ แล้วก็จากไป

ถ้าเราเชื่อว่ามีพระเจ้า แล้วเราไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราก็คงจะไม่แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักพระองค์ เช่นกัน ถ้ารู้จักพระเจ้าแล้ว ไม่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าแล้ว จะมีประโยชน์อะไรเล่า

2. ผู้ที่ (คิดว่าตนเอง) รู้จักมากเกินไป

"16 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต
18 อย่าให้ผู้ใดตัดสิทธิ์ของท่าน ด้วยเขาทำทีถ่อมตัวลง กราบไหว้ทูตสวรรค์ ใฝ่ฝันอยู่ในนิมิต ผยองขึ้นเปล่าๆตามความคิดของเนื้อหนัง
23 จริงอยู่สิ่งเหล่านี้ดูท่าทีมีปัญญา คือการเต็มใจนมัสการ การถ่อมตัวลงและการทรมานกาย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง" (โคโลสี
2:16,18,23)

สิ่งต่าง ๆ ที่คนในกลุ่มนี้ทำ จะดูดีมาก แต่คนกลุ่มนี้กลับคิดภาคภูมิใจในตัวเอง เขารู้สึกว่าเขารู้จักพระเจ้ามากกว่าคนอื่น ซึ่งเขารู้สึกเช่นนี้จากการที่เขาได้กระทำตามพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด คนกลุ่มนี้จะรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองมีความรู้ความเข้าใจอย่างล้ำลึก สามารถทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดได้อย่างดี แต่คนเหล่านี้ได้เอาชีวิตของตนติดกับกฎเกณฑ์ หรือการปฏิบัติต่าง ๆ และวัดความชอบธรรมของตัวเองอยู่เหนือคนอื่น สุดท้ายแล้ว คนกลุ่มนี้จะไม่ต่างจากพวกฟาริสี

เราอยู่กลุ่มใดในสองกลุ่มนี้หรือไม่? ขอที่เราจะไม่เป็นเหมือนคนสองกลุ่มนี้

คำว่า "รู้จัก" เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในศาสนศาสตร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งเมื่อศึกษาแล้ว จะทำให้เราได้คิดว่า เรารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่

คำว่า "รู้จัก" ในภาษาฮีบรู คือ คำว่า "ญาดา" ซึ่งคำคำนี้มีความหมายหลายอย่าง อาจแปลว่า รับรู้ รู้ เข้าใจ ซึ่งก็ตรงกับคำว่า "know" คำเหล่านี้พบได้ในคนทั่วไปเช่นกัน แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมใช้ในที่อื่นอีก ที่น่าสนใจ

"ฝ่ายชายนั้นสมสู่อยู่กับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อคาอิน นางจึงกล่าวว่า 'พระเจ้าทรงโปรดให้ฉันได้ผู้ชายคนหนึ่ง' " (ปฐมกาล 4:1)

คำว่า "ญาดา" ในที่นี้ คือ คำว่า "สมสู่" ดังนั้น การรู้หรือการรับรู้ ยังไม่เป็นถือว่าเป็นการรู้จักอย่างแท้จริง แต่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเหมือนสามีภรรยาด้วย

เวลาคนที่แต่งงานกันแล้ว ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา จะเป็นอย่างไรบ้าง? เป็นการรู้จักเพียงผิวเผินหรือไม่?

สามีภรรยาบางคู่ แต่งงานกันมาแล้วหลายปี แล้วบอกว่าเพิ่งจะรู้จักคู่ของตนเอง

การรู้จัก จะต้องรู้อย่างแท้จริง และไม่ใช่เพียงแค่รู้เท่านั้น แต่จะต้องยอมรับได้ด้วย แม้ว่าสิ่งที่บุคคลที่เรารู้จักนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่เราพอใจ

เราอยากยอมรู้จักพระเจ้าทุกด้านจริง ๆ หรือไม่? หรือเราอยากเพียงรู้จักเพียงด้านที่เราอยากให้พระองค์ทรงเป็น?

"มีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชสมบัติในประเทศอียิปต์ พระองค์มิได้ทรงรู้จักกับโยเซฟ" (อพยพ 1:8)

เวลาผ่านไปสี่ร้อยไป ชนชาติอิสราเอลมีลูกหลานเยอะมากทั่วอียิปต์ แต่ฟาโรห์จะไม่รู้จักพระเจ้าได้หรือไม่?

เรารู้จักหมอบัดเลห์ แม้ว่าเราจะไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แล้วอย่างฟาโรห์จะไม่รู้จักโยเซฟได้หรือ? แน่นอน ฟาโรห์รู้จักโยเซฟอย่างแน่นอน เพียงแต่เขาไม่ยอมให้โยเซฟมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเขา

ดังนั้น การรู้จักที่แท้จริง จะต้องยอมให้บุคคลที่เรารู้จักนั้น มีอิทธิพลในการดำเนินชีวิตของเราด้วย นี่คือความหมายของคำว่า "รู้จัก"

และไม่เพียงแต่ยอมรับเท่านั้น แต่เราจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง และยอมให้บุคคลผู้นั้นมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตของเราได้รู้จักพระเจ้าแล้วหรือยัง? ถ้าเรารู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะเติบโตขึ้น และรู้จักพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร?

พระเจ้าทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน ทรงรู้จักเราแต่ละคนดีมาก ถึงขนาดเส้นผมของเราพระองค์ก็ทรงนับไว้แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า สิ่งที่เรากลัวคงจะมีอย่างเดียว คือ กลัวว่าเราจะไม่รู้จักพระองค์

พระองค์ทรงอยู่ในนิรันดร์กาล พระองค์ทรงอยากรู้จักมนุษย์ และไม่เพียงแค่นั้น พระองค์ทรงอยากให้เรารู้จักพระองค์ด้วย

พระเจ้าไม่ชอบแยกตัว เพราะพระองค์เป็นความรัก และถ้าพระองค์ทรงเป็นความรัก แล้วไม่มีสิ่งใดให้รัก แล้วพระองค์จะทรงเป็นความรักได้อย่างไร ดังนั้น พระองค์ทรงสร้างตัวแทนของพระองค์ขึ้นมา เป็นผลงานชิ้นโบแดง คือ "มนุษย์"

พระเจ้าเป็นผู้ที่เริ่มต้นความสัมพันธ์ก่อนเสมอ พระองค์ทรงถ่อมใจ พร้อมที่จะสร้างมนุษย์ และอยู่กับมนุษย์ด้วย พระองค์ทรงพยายามที่จะเปิดเผยพระองค์เองก่อนที่เราอยากจะรู้จักพระองค์เสียอีก เมื่อมนุษย์อยากรู้จักพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธ ดังเช่นโมเสส ท่านอยากรู้จักพระองค์ อยากเห็นพระเจ้า พระองค์ก็ทรงยินดีอย่างมาก แต่เนื่องจากความจำกัดของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ได้รู้จักพระเจ้าจริง ๆ แล้ว มนุษย์จะต้องตาย พระเจ้าจึงทรงปกป้องโมเสส คือ ทรงอนุญาตให้ท่านได้เห็นพระสิริของพระองค์

คำอีกคำหนึ่ง คือ "สำแดงพระสิริ" พระสิริมีไว้เพื่อให้มนุษย์รู้จักกับพระเจ้า

พระเจ้าทรงมีวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไป ทรงค่อย ๆ สำแดงพระประสงค์ของพระองค์ทีละเล็กทีละน้อย ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวา พระองค์ทรงปกป้องช่วยเหลือตลอดเวลาแม้ว่ามนุษย์จะทำผิด จะไม่เชื่อฟัง พระองค์ทรงกระทำตามความรักของพระองค์ มิได้กระทำตามความดีของมนุษย์ เพราะจากประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่ามนุษย์ทำผิดมาตลอด แต่พระองค์ก็ทรงปกป้องเสมอ

จุดที่พระองค์ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์อย่างชัดเจนที่สุดในพันธสัญญาเดิม ก็คือ ที่ภูเขาซีนาย

"11 เตรียมตัวไว้ให้พร้อมในวันที่สาม เพราะในวันที่สามนั้น พระเจ้าจะเสด็จลงมาบนภูเขาซีนายต่อหน้าประชาชนทั้งปวง
12 จงกำหนดเขตให้ประชาชนอยู่รอบภูเขา แล้วกำชับเขาว่า 'เจ้าทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี อย่าล่วงล้ำเขตขึ้นไปหรือถูกต้องเชิงภูเขานั้น ผู้ใดถูกภูเขาต้องมีโทษถึงตาย
' " (อพยพ 19:11-12)

"16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม ก็บังเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น
17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา
18 ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป เพราะพระเจ้าเสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดย อาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่ ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด
19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น โมเสสก็กราบทูล พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงฟ้าร้อง" (อพยพ
19:16-19)

สภาพของอิสราเอลตอนนั้น คงจะกลัวอย่างมาก

ครั้งหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้ากำลังตัดสินใจว่าอนาคตจะทำอย่างไรต่อไป ก็ได้อธิษฐานต่อพระเจ้า ใช้เวลาอธิษฐานประมาณหนึ่งเดือน

อยู่มาคืนหนึ่ง ก็ได้ฝันเห็นถึงน้องอนุชนคนหนึ่ง ฝันว่าเขาเดินสวนกับข้าพเจ้าที่สถานนมัสการ แล้วน้องคนนั้นก็ได้กล่าวแก่ข้าพเจ้า เล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็ถูกรับขึ้นไปในที่แห่งหนึ่ง ได้เห็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า สิ่งนั้นสว่างมาก แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ รู้สึกว่าตนเองถูกบีบจนตัวเล็กนิดเดียว ถูกบีบรัดจนร่างกายแทบจะแหลกเหลว แต่ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าปากของข้าพเจ้ากำลังสนทนากับบุคคลผู้นั้น เป็นภาษาอะไรไม่ทราบ พูดคุยประจันหน้าเป็นเวลานาน แล้วรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยมาก เมื่อถึงเวลาอันควร สภาพรอบข้างก็กลับมาอยู่ที่เดิม ข้าพเจ้าก็ล้มลงไป มีบุรุษ 7 คนใส่ชุดสีขาว ล้อมรอบ และร้องเพลงสรรเสริญ เชิญชวนข้าพเจ้าลุกขึ้นมาร้องเพลงด้วยกัน

เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้นมา ข้าพเจ้ารู้สึกกลัว ทั้ง ๆที่ไม่เคยรู้สึกกลัวพระเจ้ามาก่อน แต่ตอนนี้กลัวมาก จึงไม่กล้าอธิษฐาน เพราะกลัวได้เจอกับพระองค์อีก กลัวถึงขนาดที่ว่าขณะอธิษฐานก็ไม่กล้าหลับตา ข้าพเจ้ารู้สึกว่าขณะนั้นตนเองมีความผิดปกติฝ่ายวิญญาณอย่างแน่นอน

หลังจากนั้น ก็ได้รับประทานอาหารเช้า ได้เปิดเพลงเพลงหนึ่ง ได้มีข้อความหนึ่ง คือ "พระเจ้าจะเขย่าแผ่นดินโลกให้หวั่นไหว จนผู้ที่ไม่หวั่นไหวจะยังคงอยู่" ข้าพเจ้าจึงได้คิดถึงพระคัมภีร์ตอนหนึ่ง

"27 และพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า อีกครั้งหนึ่ง นั้น แสดงว่าสิ่งที่หวั่นไหวนั้นจะถูกกำจัดเสีย เหมือนกับสิ่งที่ทรงสร้างให้มีขึ้น เพื่อให้สิ่งที่ไม่หวั่นไหวคงเหลืออยู่
28 เหตุฉะนั้นครั้นเราได้แผ่นดินที่ไม่หวั่นไหวมาแล้ว ก็ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า เพื่อเราจะได้ปฏิบัติพระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง
29 เพราะว่าพระเจ้าของเรานั้นทรงเป็นเพลิงที่เผาผลาญ" (ฮีบรู
12:27-29)

เมื่ออ่านพระคัมภีร์ตอนนี้แล้ว ก็ได้ลองเปิดตาม reference ไปที่อพยพ

"เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า 'ท่านจงนำความมาเล่าเถิด พวกข้าพเจ้าจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย' " (อพยพ 20:19)

คนบางคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่ใช่เพราะไม่เคยเจอกับพระเจ้า แต่เขาอาจเห็นพระองค์ในอีกด้านหนึ่ง จึงกลัวพระองค์ก็เป็นได้

แล้วทำไมจึงสำแดงพระองค์ในด้านนี้ให้มนุษย์? พระองค์ทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์ในด้านนี้ ก่อนที่พระองค์จะทรงประทานพระบัญญัติให้แก่มนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ได้ยำเกรงพระองค์ เพื่อให้มนุษย์ดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงเห็นว่ามนุษย์กลัว พระองค์ก็ทรงพอพระทัย

"โมเสสจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า 'อย่ากลัวเลย เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์ และจะได้ไม่ทำบาป' " (อพยพ 20:20)

"โอ อยากให้มีจิตใจเช่นนี้อยู่เสมอไปหนอ คือที่จะยำเกรงเราและรักษาบัญญัติทั้งสิ้นของเรา เขาทั้งหลายก็จะสุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์" (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:29)

หัวใจของพระเจ้า คือ การที่มนุษย์จะยำเกรงพระองค์ ซึ่งนั่นจะแปลว่ามนุษย์รู้จักพระองค์

แต่ในที่นี่ ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องพึ่งพาการกระทำ พยายามดิ้นรนเชื่อฟังธรรมบัญญัติ แต่พระองค์ปรารถนาจิตใจที่เราจะรู้จักพระองค์ และยำเกรงพระองค์

ธรรมบัญญัติ แสดงถึงพระลักษณะของพระเจ้า ที่ยุติธรรม ชอบธรรม บริสุทธิ์ พระบัญญัติทุกตอน ได้สรุปเป็น 2 ข้อ คือ รักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

พระบัญญัติ ไม่ทำให้ใครเป็นมลทิน แต่การที่เราไม่เข้าใจอย่างแท้จริงนี่แหละจึงทำให้ชีวิตของเราเป็นมลทิน และการที่เราจะรอดได้ ก็โดยการที่เรามีใจยินดีที่จะเชื่อฟังธรรมบัญญัติ

เมื่อโมเสสลงมาถึงตีนเขา ก็ได้พบกับอิสราเอลที่กำลังบูชารูปเคารพ ได้พบกับการบ่นว่าของอิสราเอล พบการกบฎของอิสราเอล สุดท้าย คนในรุ่นนั้นก็ไม่สามารถเข้าแผ่นดินคานาอันได้

"โครู้จักเจ้าของของมัน และลาก็รู้จักรางหญ้าของนายมัน แต่อิสราเอลไม่รู้จัก ชนชาติของเราไม่เข้าใจ" (อิสยาห์ 1:3)

พระเจ้าทรงเปรียบเทียบอิสราเอลกับโค ขนาดโคยังรู้จักเจ้าของ แต่อิสราเอลไม่รู้จัก แม้ว่าเขาจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด แต่เขาไม่ยอมเชื่อฟังพระองค์ ไม่ยอมที่จะรู้จักพระองค์

"ให้เรารู้จัก ให้เราพยายามรู้จักพระเจ้า การที่พระองค์เสด็จออกก็แน่นอนเหมือนอรุณ พระองค์จะเสด็จมาหาเราอย่างห่าฝน ดังฝนชุกปลายฤดูที่รดพื้นแผ่นดิน” (โฮเชยา 6:3)

บางครั้ง การแสดงออกในชีวิต ก็ได้แสดงถึงว่าเขาไม่ได้ผูกติด ไม่ได้ยึดติดกับพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ได้มีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ได้พยายามเปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู นำธรรมบัญญัติมาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึงได้เขียนคำอธิบายเพิ่มเติมอย่างมากมาย แต่พวกเขากลับนำธรรมบัญญัติมาใช้ในการวัดความชอบธรรม

"33 แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับ ประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา
34 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตน และพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า 'จงรู้จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คน เล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขา ทั้งหลายอีกต่อไป” (เยเรมีห์ 31:33-34)

พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างชัดเจน โดยทางองค์พระเยซูคริสต์ เราได้เห็นถึงความรักของพระเจ้าที่บนไม้กางเขนนั้น แต่เราจะเห็นความรักของพระองค์ไม่ได้ ถ้าหากเราไม่เห็นความบาปของเรา และไม่ทราบถึงสิ่งที่เราสมควรจะได้รับจากบาปนั้น

พระองค์ทรงรักเราในขณะที่เรายังคงเป็นคนบาป บนไม้กางเขนเราจึงได้พบกับพระสิริของพระองค์ ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ อิสราเอลทำบาปอย่างมากมาย และพระองค์ก็มิได้ทรงละเลยว่าจำเป็นต้องมีสิ่งหนึ่งที่จะต้องตายแทนบาปเหล่านั้น

เมื่อเราทำบาป เราจำเป็นจะต้องตาย แต่พระองค์ทรงให้เรารู้จักพระองค์ทั้งในด้านความรักของพระองค์ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ ยิ่งเรารู้จักพระองค์ เราจะยิ่งรู้มากขึ้นว่าแท้จริงแล้วเราไม่สมควรที่ได้รับความรักนี้เลย

"และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา" (ยอห์น 17:3)

ถ้าเรารู้จักพระเยซูคริสต์ เราจะรู้จักพระเจ้า เราจะรู้จักพระเยซูคริสต์ได้ เราจะต้องรู้เช่นกันว่า พระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์มาเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักความยิ่งใหญ่ของพระองค์

"ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์" (ฟิลิปปี 3:10)

พระเจ้าทรงรักเราอย่างที่เราเป็น แต่พระองค์มิได้ปรารถนาที่เราจะอยู่กับที่หรือจะแย่ลง พระองค์ทรงต้องการที่จะให้เราเป็นหัว ไม่ใช่เป็นหาง พระองค์ทรงต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเราให้เข้าสู่ความไพบูลย์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าเราจะอ่อนแอ แต่ถ้าเราไม่เริ่มต้นที่จะกลับใจ สำนึกผิด และยอมรับการเปลี่ยนแปลง เราก็คงจะไม่สามารถรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้

"21 มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ'
23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า 'เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา' " (มัทธิว
7:21-23)

ไม่ใช่ด้วยของประทาน ความสามารถ ฤทธิ์เดชที่มี ความรู้ข้อมูลที่มี แต่เป็นการที่เราจะรู้จักพระองค์อย่างแท้จริง คือการที่เราจะรู้ รับรู้ ยอมรับ ปฏิบัติตาม และเชื่อฟัง

 

คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล

BIT Delivery (ศาสนศาสตร์พันธสัญญาเดิม) เรื่อง รู้จัก

คณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 05/07/2009

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

ได้รับการสนับสนุน Web Hosting จาก SPAComputer.com, ThaWang.com