ความหมายที่แท้จริงของวันคริสตมาส

FollowHisSteps.com
 

มี 2 เทศกาลที่มีการเฉลิมฉลองพร้อมกันทุกประเทศทั่วโลก ได้แก่ เทศกาลปีใหม่ และเทศกาลคริสตมาส

การฉลองปีใหม่ ทุกคนรู้ความหมาย แต่หลายคนกลับฉลองคริสตมาสแม้จะไม่รู้จักความหมายของวันคริสตมาสเลย

วันนี้เราฉลองเทศกาลคริสตมาส เราก็ควรที่จะได้รู้จักความหมายที่แท้จริงของวันคริสตมาส

ถ้าไปตามห้างสรรพสินค้า เราจะเห็นต้นคริสตมาสประดับอยู่ หรืออาจเห็นสัญลักษณ์เป็นซานตาครอส แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ไม่ใช่หัวใจ เปรียบเหมือนเป็นแค่กระดาษของขวัญ

เมื่อมีใครให้ของขวัญแก่ท่าน ถ้าท่านมัวแต่ชื่นชมห่อของขวัญภายนอก โดยไม่เปิดออกมาและชื่นชมสิ่งที่อยู่ภายใน ก็คงจะไม่ฉลาดเท่าไรนัก เช่นเดียวกัน หัวใจสำคัญของวันคริสตมาส คือ องค์พระเยซูคริสต์ เพราะวันคริสตมาส เป็นวันที่พระองค์ทรงเสด็จมาบังเกิดในโลกนี

วันคริสตมาสสำคัญมาก เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน

 

1. วันคริสตมาส เป็นวันที่พระเจ้าทรงให้มนุษย์รู้จักกับคำตอบของชีวิต

80-90 ปีที่แล้ว ที่ประเทศจีน มีซินแสท่านหนึ่ง ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น "ตะเกียบทองคำ" เพราะท่านเชี่ยวชาญในการกินตูดเป็ด เมื่อท่านได้ดม และชิม ท่านสามารถทายได้เลยว่าเป็ดที่ท่านกินนั้น ถูกเลี้ยงที่จังหวัดใดของประเทศจีน

เจ้าของภัตราคารแห่งหนึ่ง ได้ทราบข่าวก็ไม่เชื่อ เลยเชิญท่านมาที่ภัตราคารของเขาที่ปักกิ่ง และเชิญนักข่าวมามากมาย เจ้าของร้านรื้อโต๊ะจีนออกทั้งหมด เหลือเพียงโต๊ะเดียวที่กลางร้าน มีจานทั้งหมด 20 จาน และทุกจานเต็มไปด้วยตูดเป็ด และใต้จานก็จะมีเขียนว่าตูดเป็ดนี้มาจากไหน เมื่อซินแสท่านนี้ได้ลองดมและชิมดู ท่านก็สามารถทายถูกต้องทั้งหมด 20 จาน และทุกคนปรบมือชื่นชมในความสามารถของท่าน

เมื่อเสร็จ ท่านก็ไปห้องน้ำ ล้างมือ บ้วนปาก และท่านก็รู้สึกว่ามีใครมานวดที่ด้านหลังท่าน เมื่อท่านหันมา ก็เห็นเป็นบ๋อยมานวดเอาใจท่าน

ซินแสท่านนี้ก็เลยบอกแก่บ๋อยคนนี้ว่า "ไม่ต้องมาเอาใจข้าหรอก เพราะข้าไม่รับใครเป็นศิษย์หรอกนะ"

บ๋อยคนนั้นก็คุกเข่าลง ร่ำไห้ อ้อนวอนซินแสท่านนี้ พร้อมกล่าวว่า "ซินแสครับ ผมเกิดมาอาภัพ ฐานะยากจน แม้แต่ว่าเกิดที่ไหน ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เลย เมื่อตะกี้ ผมเห็นอาจารย์ทายได้ทันทีว่าเป็ดมาจากไหน ขออาจารย์เมตตา ช่วยดมก้นผม แล้วบอกหน่อยว่าผมมาจากที่ไหนของประเทศจีนครับ"

นี่เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะรู้ว่าเรานั้นมาจากไหน

นักปรัชญากรีกที่ยิ่งใหญ่ ได้แก่ โสเครติส พลาโต อริสโตเติ้ล ได้กล่าวตรงกันว่า ปัจจุบันนี้ หมายังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นหมา แมวก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแมว

และท่านโสเครติส ก็ได้บอกว่า "หมาไม่รู้ว่าเป็นหมาไม่ใช่เรื่องใหญ่ แมวไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแมวก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าคนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคน นี่เป็นเรื่องใหญ่ และเมื่อคนยอมรับตัวเองว่าเป็นคน ก็ต้องถามคำถามว่า 'มาจากไหน? อยู่เพื่ออะไร? และกำลังจะไปไหน?' ถ้าไม่ถามตัวเองเช่นนี้ ก็จะแย่กว่าหมาและแมว"

นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง กล่าวไว้ว่า "วันคริสตมาสเกี่ยวกับมนุษย์ เพราะพระเจ้าทรงประทานคำตอบให้แก่เราว่า พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา และมนุษย์ถูกสร้างให้มีความสามารถในสมองที่จะรับรู้ว่าพระเจ้ามีจริง"

มีอวัยวะอย่างน้อย 2 สิ่ง ที่เมื่อพิจารณาแล้ว จะทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีพระเจ้า

  1. เส้นขน ทุกวันนี้เรารับประทานอาหารต่าง ๆ และร่างกายก็สร้างขนตามที่ต่าง ๆ แต่ปรากฎว่าขนบางที่ยาวได้เรื่อย ๆ ในขณะที่บางที่ขนกลับหยุดยาว
  2. นมจากเต้านมของมารดา หญิงส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ค่อยให้ลูกดูดนม และนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามหาน้ำนมมาทดแทน แต่แม้จะมีเทคโนโลยีเพียงใด ก็ไม่มีสิ่งใดที่สู้นมของมารดาได้เลย ใครเป็นผู้สร้างน้ำนมมารดาที่สุดยอดเช่นนี้? แม้จะไม่ต้องใช้เครื่องจักรใหญ่ในการผลิต ไม่ต้องมีคลังเก็บใหญ่โต แต่เมื่อถึงเวลาก็หลั่งออกมาได้อย่างอัตโนมัติ มีอุณหภูมิที่ 37 องศาพอดี ไม่มีหมด ลูกกินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาปิดโรงงาน

วันคริสตมาส เป็นวันที่พระเจ้าทรงสำแดงให้มนุษย์เข้าใจว่า มีพระเจ้าเป็นผู้สร้างเรามา

 

2. วันคริสตมาส เป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานความรอดให้แก่มนุษย์

เราทุกคนคงจะเคยร้องเพลง Joy To The World ซึ่งผู้แต่งเพลงนี้ได้บอกความหมายให้เราได้เข้าใจผ่านตัวโน๊ตที่ใช้

Joy to the world, the Lord is come!
ประโยคแรกนี้ เริ่มจาก โด (สูง) ไล่ลงมายัง โด (ต่ำ) หมายความว่า วันคริสตมาส เป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานความรอดลงมาท่ามกลางมนุษย์

Let earth receive her King;
ตัวโน๊ตค่อย ๆ ย้อนกลับขึ้นยัง โด (สูง) หมายความว่า ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงสามารถกลับไปหาพระเจ้าได้

Let every heart prepare Him room,
ตัวโน๊ตค่อย ๆ ลงต่ำลงมาอีก หมายความว่า วันคริสตมาส เป็นวันที่พระเจ้าประทานพระเยซูคริสต์ลงมา

And Heaven and nature sing, And Heaven and nature sing,
ตัวโน๊ตขึ้น ๆ ลง ๆ หมายความว่า สันติสุขจึงเกิดท่ามกลางโลก

And Heaven, and Heaven, and nature sing.
ตัวโน๊ตกระโดดจาก โด (ต่ำ) ข้ามไป โด (สูง) ทันที และค่อย ๆ ลงต่ำมา เพื่อบอกว่า การที่มนุษย์จะสามารถขึ้นสวรรค์ได้ เพราะพระเจ้าลงมา

วันคริสตมาสเป็นวันที่พระเจ้าทรงประทานความรอดให้แก่มนุษย์

ทำไมพระเจ้าต้องประทานความรอดให้แก่มนุษย์? เพราะวันที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมา ทุกอย่างล้วนปลอดภัยสำหรับพระเจ้า มีเพียงสิ่งเดียวที่อันตราย คือ มนุษย์

แม่ทุกคนที่ตั้งครรภ์ ย่อมรักลูกในครรภ์ แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งมีชีวิตในครรภ์นั้นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะเมื่อเขาเกิดมา เขาจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังก็ได้ เขาจะทำให้พ่อแม่ดีใจหรือร้องไห้ก็ได้ ทำให้พ่อแม่ยืดอกภูมิใจ เที่ยวบอกคนอื่นว่า "ลูกฉัน ๆ " หรือทำให้ขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้แหละ มีชื่อว่า "มนุษย์"

ทำไมมนุษย์อันตราย? ก็เพราะมนุษย์มีอิสระในการตัดสินใจ

ไม่ว่าเราจะซื้ออาหารสุนัขยี่ห้อไหน มันก็กินได้ แต่การเลี้ยงดูมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก

มนุษย์ทุกคน มีอิสระ และใช้อิสระในทางที่ผิด ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ทำลายกฎเกณฑ์ที่ดีงามของพระเจ้า ส่งผลให้สูญเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้า และสังคมมนุษย์ก็ตกอยู่ในความมืดและความบาป

พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามแบบอย่างของพระองค์ เมื่อพระเจ้าเป็นความรัก มนุษย์ก็ควรที่จะรักกันและกัน แต่เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า มนุษย์ก็ตกอยู่ในความมืดและความบาป

ความจริงนี้ เห็นได้ชัดเจนในประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในโลก

คำว่า "หว่อ" ซึ่งแปลว่าฉัน มาจากคำ 2 คำ คือ "มือ" และ "หอก" นั่นคือ แปลว่า "มือถือหอก"

พระเจ้าไม่ได้สร้างให้มนุษย์ถือหอก แต่สร้างให้ถือจอกและเสียม เพื่อทำไร่ทำนา ดูแลสวน แต่มนุษย์กลับถือหอกไว้เพื่อฆ่าฟันกัน เพราะมนุษย์เกลียดชังกัน ฆ่ากัน ชิงดีชิงเด่นกัน

และจะเห็นได้ชัดเจนจากหนังจีน เพราะหนังจีนทุกเรื่องล้วนมีการแก้แค้น

พระเจ้าทรงจำเป็นที่จะต้องประทานความรอดให้แก่มนุษย์ เพราะเราทุกคนล้วนทำบาปทั้งสิ้น

ถ้าเราอยากรู้ว่ามนุษย์ตกในความบาปจริงหรือไม่ ดูได้จากปรากฎการณ์ 2 อย่าง

  1. อยากทำดี แต่ทำไม่ได้
  2. ไม่อยากทำชั่ว แต่ทำอยู่ทุกวัน

พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าว่ามนุษย์จะทำบาป แล้วเหตุใดพระองค์ยังจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาอีก? คำถามนี้ เมื่อลองไปถามคุณแม่ทุกคนก็จะได้รับคำตอบ

ถ้าจะถามว่าหญิงตั้งครรภ์ว่ารู้ไหมว่าลูกที่เกิดออกมา อาจจะไม่เชื่อฟัง อาจจะเถียงแม่ของตัวเอง อาจทำให้แม่ร้องไห้ อาจทำให้แม่โกรธ อาจสร้างความเจ็บปวดอย่างมากให้กับคุณแม่ แน่นอน แม่ทุกคนย่อมรู้ดี แต่เหตุใดจึงยังคงให้ลูกน้อยเกิดมา? มีคำตอบหนึ่ง กล่าวได้อย่างน่าประทับใจมาก คือ "ลูกอาจทำผิดต่อดิฉัน แต่ดิฉันพร้อมจะให้อภัย ขอเพียงแต่ลูกขอโทษเท่านั้น"

 

การให้อภัยของพระเจ้า พระองค์ทรงประทานให้ฟรี ๆ ไม่ได้ เพราะความบาปจะต้องได้รับการลงโทษ และค่าจ้างของความบาปคือความตาย

มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวในโลก ที่เมื่อทำความผิดบาปแล้วจะต้องรับผิดชอบ

สุนัขตัวผู้ทำสุนัขตัวเมียท้อง ก็คงจะไม่ต้องรับผิดชอบ หรือคงจะไม่มีใครเรียกร้องความรับผิดชอบชากมัน แต่ถ้าผู้ชายทำผู้หญิงท้อง ย่อมจะต้องรับผิดชอบ

ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงประทานวันคริสตมาส บั้นปลายของมนุษย์ทุกคนจะต้องตกในไฟนรก แต่พระเจ้าไม่ประสงค์ให้ใครพินาศเลย พระองค์จึงได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์ลงมายังโลกนี

มนุษย์ทำบาปด้วยร่างกาย การชดใช้จะต้องใช้มนุษย์คนหนึ่ง ที่มีร่างกายของมนุษย์ แต่ไม่มีบาป นั่นคือการที่พระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์ ให้เสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์

พระคัมภีร์เดิมได้กล่าวไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมชายคนหนึ่ง ที่มีลักษณะชีวิตตรงตามลักษณะต่าง ๆ และชายผู้นี้จะเป็นผู้ที่ไถ่บาปให้แก่มนุษย์ และเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาในโลกนี้ ทุกคำทำนายสำเร็จทั้งสิ้นในชีวิตของพระองค์

พระเยซูคริสต์เป็นใคร? ถ้าเราอยากรู้ เราจะต้องฟังจากพระองค์เอง

25 พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วและท่านไม่เชื่อ สิ่งซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเรา ก็เป็นพยานให้แก่เรา
26 แต่ท่านทั้งหลายไม่เชื่อเพราะท่านมิได้เป็นแกะของเรา
27 แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา
28 เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้
29 พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้
30 เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
31 พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกจะขว้างพระองค์ให้ตาย
32 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เราได้สำแดงให้ท่านเห็นการดีหลายประการของพระบิดาของเรา ท่านทั้งหลายหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตาย เพราะการกระทำข้อใดเล่า"
33 พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า "เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า" (ยอห์น 10:25-33)

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า พระองค์กับพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลก เป็นหนึ่งเดียวกัน และคนที่กล้ากล่าวเช่นนี้ มีข้อสรุปเพียงแค่ 2 อย่าง คือ เขาเป็นคนบ้า หรือ เขาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

แล้วคุณคิดว่าพระองค์เป็นคนบ้าหรือไม่? ปีนี้ ค.ศ. 2010 เป็นปีสากลที่ใช้กันทั่วโลก มีที่มาจากพระองค์ การฉลองคริสตมาสก็มีกันทั่วโลก เฉลิมฉลองการประสูติของพระองค์ ไม้กางเขนเป็นเครื่องหมายที่ใช้ตามโรงพยาบาล ก็เป็นเครื่องหมายของพระองค์

ไม้กางเขนเป็นหนึ่งในเครื่องมือประหารชีวิตที่โหดร้ายที่สุดในโลก แต่ไม่มีเครื่องมือประหารชีวิตใดเลยที่ได้รับการยกย่อง มีเพียงแค่ไม้กางเขนเท่านั้นที่ได้รับการยกย่อง เพราะว่าพระเยซูคริสต์ไม่ใช่คนบ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริง ๆ

ถ้าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า พระองค์ก็เป็นคนบ้า คนเชื่อคนบ้าก็ย่อมบ้าด้วยเช่นกัน แต่พระองค์ไม่ใช่คนบ้า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ทรงเป็นความรอดที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์ในวันคริสตมาส พระองค์ไม่มีความผิดเลย แต่ได้ทรงรับโทษ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อรับโทษความผิดบาปให้แก่เราทุกคน

 

ขณะที่พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์ตรัส 7 ประโย ประโยคที่ทรงรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุด คือ

ครั้นประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า "เอลี เอลี ลามาสะบักธานี" แปลว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" (มัทธิว 27:46)

พระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ เป็นพระเจ้าแห่งความรัก และเป็นพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ ความรักไม่ใช่เรื่องคำพูด แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ พระองค์จะมีความสัมพันธ์กับคนที่บริสุทธิ์เท่านั้น และพระหัตถ์ของพระบิดาไม่เคยห่างจากพระบุตร เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์

แต่วันนั้น ที่พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ความบาปของมนุษย์ทั่วโลกตกอยู่ที่พระองค์ เป็นเหตุให้พระบิดาไม่สามารถโอบกอดพระเยซูคริสต์ได้ เป็นเหตุให้เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ สารภาพความผิดบาปแด่พระองค์ พระเจ้าก็ทรงโอบกอดเราได้

เสื้อผ้าที่สกปรก ทำอย่างไรจึงจะสะอาด? สิ่งที่จะทำให้เสื้อผ้าสะอาดได้ ย่อมต้องมาจากสิ่งที่อยู่นอกตัวมัน คือ น้ำที่สะอาด และเมื่อซักเสร็จ เสื้อผ้าก็สะอาด แต่น้ำก็กลับสกปรกและถูกทิ้ง

"เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์" (2โครินธ์ 5:21)

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาในวันคริสตมาสเพื่อรับโทษความผิดบาปของมวลมนุษย์ และพระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตายในวันที่สาม

ทุกคนที่ถ่อมใจยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเยซูคริสต์ ก็เพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย และทรงยกโทษความผิดบาปให้แก่เรา

พระเจ้าทรงรักเราทุกคน และได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์มาให้แก่เรา เพื่อประทานความรอดให้แก่เราทุกคน เราทุกคนถูกสร้างขึ้นมาให้ต้องการพระเจ้า ท่านสามารถสัมผัสพระเจ้าได้เพียงแค่ท่านเปิดใจของท่าน

มีคนบาปสองประเภท ได้แก่

  1. คนบาปที่ยอมรับว่าตัวเองบาป
  2. คนบาปที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี

10 "มีสองคนขึ้นไปอธิษฐานในบริเวณพระวิหาร คนหนึ่งเป็นพวกฟาริสีและคนหนึ่งเป็นพวกเก็บภาษี
11 คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้
12 ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย'
13 ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด'
14 เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น"

เพียงแค่ท่านเปิดใจ ความรอดของพระเจ้าก็มาถึงท่านได้เป็น อิสระเป็นของท่านในการเลือก ว่าจะตอบสนองต่อความรอดที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราในวันคริสตมาสหรือไม่

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

การเทศนาในเทศกาลคริสตมาส ที่จังหวัดภูเก็ต

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน

  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com