Followhissteps.com

รู้จัก "พระเยซู" แหล่งของชีวิตที่ครบบริบูรณ์

5. ผู้พยากรณ์น้อย

บทนำ

หมวดใหญ่หมวดสุดท้ายของพันธสัญญาเดิมคือหมวดผู้พยากรณ์ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 17 เล่ม และ 16 เล่มนั้นตั้งชื่อตามชื่อผู้พยากรณ์ที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้น (ยกเว้นเพลงคร่ำครวญ) อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียล และดาเนียลล้วนได้ชื่อว่า "ผู้พยากรณ์ใหญ่" ส่วนสิบสองคนที่เหลือได้ชื่อว่า "ผู้พยากรณ์น้อย"

อิสราเอลมีผู้พยากรณ์ตั้งแต่สมัยแรก โมเลสเป็นคนแรกสุดและยิ่งใหญ่ที่สุด ตลอดสมัยของผู้วินิจฉัยและกษัตริย์ มีผู้พยากรณ์ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์เสมอ บางคนผ่านมาเพียงแวบเดียว แต่บางคนมีบทบาทสำคัญยิ่งเช่นเอลียาห์และเอลีชา

นอกจากโมเลสแล้ว เราไม่รู้ว่าพยากรณ์ก่อนศตวรรษที่ 8 กคศ. สอนเรื่องอะไรบ้าง แต่ตั้งแต่นั้นมาข่าวสารของอาโมสและโฮเชยาได้ถูกบันทึกไว้และยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ตลอด 300 ปีต่อมามีผู้พยากรณ์ปรากฏในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลอย่างไม่ขาดสายจนถึงสมัยที่เชลยยิวกับคืนถิ่นฐานเดิมจากบาบิโลน

เราไม่ทราบแน่ว่าผู้พยากรณ์แต่ละคนเขียนหนังสือเอง หรือคนที่ฟังเป็นผู้เขียน อย่างน้อยเยเรมีย์เองได้บันทึกคำสอนบางส่วนของเขาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เนื้อหาของคำพยากรณ์อยู่ในรูปคำพูด

ผู้พยากรณ์เป็นคนของพระเจ้า ทำหน้าที่เป็นทูตของพระองค์ บางทีคนเหล่านี้จึงพูดราวกับว่าเป็นคำพูดของเขาเอง เช่น "เราบอกท่านทั้งหลายว่า…" ผู้พยากรณ์รู้แก่ใจดีว่าเขาเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียก (ดูอิสยาห์ 6; เยเรมีย์ 1; เอเสเคียล 1-3) และได้รับการดลใจจากพระวิญญาณ พวกเขามักสื่อข่าวสารอย่างแจ่มชัดราวกับตาเห็นโดยใช้ภาพ ท่าทางประกอบ หรือนิมิต

ในปัจจุบันคำว่า "พยากรณ์" หมายถึงการทำนายเรื่องในอนาคต และผู้พยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมได้ทำนายเหตุการณ์อย่างถูกต้องจริงๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ แต่ข่าวสารที่ผู้พยากรณ์กล่าวถึงนั้นเกี่ยวข้องกับ "ปัจจุบัน" ด้วย เพราะหน้าที่ของพวกเขาคือเรียกร้องให้ชนชาติอิสราเอลหวนคืนสู่วิถีทางของพระเจ้าและไว้วางใจในพระองค์เพียงผู้เดียว จึงสำคัญยิ่งที่เราควรรู้สถานการณ์ของสมัยผู้พยากรณ์เพื่อจะได้เข้าใจข่าวสารของเขาอย่างชัดแจ้งและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

กลับสู่ข้างบน

1. เพลงคร่ำครวญ

ประกอบด้วยบทกวีห้าบทโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียน สี่บทแรกเขียนตามลำดับอักษรฮีบรู แสดงถึงความปวดร้าวของประชาชนในยามที่เยรูซาเล็มถูกบาบิโลนบดขยี้ ดูเหมือนว่าผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่เห็นกรุงแตกกับตาในปี 586 กคศ. และยังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอย่างแร้นแค้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน

ใจความสำคัญ

น่าสลดใจอยู่แล้วที่เยรูซาเล็มแตกและคนยิวต้องตกระกำลำบาก แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือพระเจ้าได้ทอดทิ้งคนของพระองค์ และปล่อยให้ทนทุกข์ทรมาเพราะบาปของเขา แต่ใน 3:21-27 ประกายแห่งความหวังยังสาดแสงให้เห็นเมื่อผู้เขียนไว้วางใจในพระกรุณาอันไม่รู้สิ้นสุดของพระเจ้า 

กลับสู่ข้างบน

2. โฮเชยา

จากประสบการณ์ส่วนตัวอันขมขื่นของโฮเชยาในเรื่องของภรรยาผู้หลายใจ ทำให้ขาสามารถบรรยายถึงความรักที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอลและความเสียพระทัยที่พวกเขาปฏิเสธความรักของพระองค์ได้อย่างกินใจ

เนื้องเรื่อง

ภาคที่ 1: โฮเชยาเศร้าเสียใจเพราะภรรยา และพระเจ้าเสียพระทัยเพราะอิสราเอล (1-3)
  • ภรรยาและลูกๆ ของ โฮเชยา (1-2:1)
  • อิสราเอลไม่สัตว์ซื่อ (2:2-23)
  • โฮเชยารับภรรยากลับมา (3)
ภาคที่ 2: พระเจ้ารักแต่ต้องลงโทษ (4-13)
บทส่งท้าย: พระสัญญาถึงการฟื้นฟู (14)

ช่วงเวลาและสานการณ์

สมัยโฮเชยาคาบเกี่ยวกับช่วงแรกของอิสยาห์ เขามาจากอาณาจักรเหนือ เริ่มงานในสมัยเยโรโบอัมที่สองซึ่งเป็นกษัตริย์สำคัญองค์สุดท้ายแห่งอิสราเอล และอีกหกรัชกาล (ซึ่งเป็นเวลา 20 ปีแห่งความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว) จนถึงช่วงก่อนกรุงสะมาเรียตกเป็นของอัสซีเรียใน 721 กคศ.

ผู้พยากรณ์

โฮเชยาเป็นคนมีความรู้สึกไว ประสบการณ์ส่วนตัวอันน่าสลดใจทำให้เขามีความเมตตามากขึ้น แม้เขาพยากรณ์ถึงการพิพากษาเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พูดด้วยถ้อยคำแห่งความรักและห่วงใย

ข้อความที่มีชื่อเสียง

  • พระเจ้ารักอิสราเอล (11:1-4)
  • พระเจ้าสัญญาจะอวยพร (14:4-9)

บทเรียนสอนใจ

อิสราเอลนมัสการพระบาอัลพระแห่งความอุดมสมบูรณ์ของคานาอัน ความเสื่อมโทรมของศาสนาและสังคมของอิสราเอลบีบคั้นให้พระเจ้าต้องทำโทษอิสราเอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โฮเชยากล่าวถึงความรักอันมั่นคงที่พระเจ้าทรงมีต้ออิสราเอลผู้ไม่ซึ่อสัตย์ พระองค์ใคร่จะให้อิสราเอลกลับมาหาและชื่นชมในพระพร

กลับสู่ข้างบน

3. โยเอล

ภัยพิบัติจากตั๊กแตนเป็นเครื่องหมายเล็งถึง "วันแห่งพระเจ้า" ที่กำลังมาถึง ซึ่งร้ายแรงยิ่งกว่านั้นหลายเท่า โยเอลเรียกร้องให้ประชาชนกลับใจใหม่และรอคอยวันแห่งพระพรอันท่วมท้น

เนื้อเรื่อง

  • ภัยพิบัติจากตั๊กแตน (1)
  • วันแห่งพระเจ้า: เรียกให้กลับใจ (2:1-17)
  • พระเจ้าให้พระวิญญาณกับทุกคน (2:18-32)
  • กล่าวโทษประชาชาติ (3)

เวลาที่เขียน

เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวโยเอลหรือเวลาที่เขาเขียน ใน 3:2 กล่าวว่า "เขาได้กระจายชนชาติของเราไปท่ามกลางประชาชาติ" อาจบ่งบอกถึงสมัยหลังชาวยิวตกเป็นเชลยที่บาบิโลนแล้ว

ข้อความที่มีชื่อเสียง

"เราจะเทพระวิญญาณของเรามาเหนือมนุษย์ทั้งปวง" (โยเอล 2:28-29)

บทเรียนสอนใจ

โยเอลเรียกร้องให้อิสราเอลทั้งชาติกลับใจใหม่ มิใช่เพียงเพราะภัยพิบัติจากตั๊กแตน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัย แต่เพราะพระเจ้าจะพิพากษาความบาปที่ไม่ได้สารภาพ

เปโตรยกข้อความเรื่องการเทพระวิญญาณเหนือทุกคนมาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์

กลับสู่ข้างบน

4. อาโมส

เป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองแต่เต็มไปด้วยการโกงกิน อาโมสห่วงเรื่องความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นจุดใหญ่ที่บรรดาผู้พยากรณ์กล่าวประณามครั้งแล้วครั้งเล่า

เนื้อเรื่อง

  • พยากรณ์กล่าวโทษประชาชาติ (1:1-2:5)
  • กล่าวโทษอิสราเอล (2:6-6:14)
  • นิมิตห้าอย่าง (7:1-9:10)
  • สัญญาจะกอบกู้อิสราเอล (9:11-15)

สถานการณ์

อาโมสพยากรณ์ถึงอิสราเอลอาณาจักรเหนือในศตวรรษที่ 8 กคศ. อาจก่อนโฮเชยาเล็กน้อยหรือ 2-3 ปี ก่อนอิสยาห์ อยู่ในสมัยกษัตริย์เยโรโบอัมที่สองที่รุ่งเรืองและมีชัยชนะเหนือศัตรู แต่อาโมสเล็งเห็นจุดนำไปสู่ความเสื่อมโทรมซึ่งกำลังก่อตัวขึ้น

ผู้พยากรณ์

อาโมสเป็นคนเลี้ยงแกะบ้านนอก จิตใจเป็นทุกข์กับพระดำรัสของพระเจ้า เขาเดินทาง จากเทโคอาในยูดาห์มุ่งหน้าไปทางเหนือถึงเบธเอลและกิลกาลซึ่งมีแท่นบูชาตั้งอยู่ เขาประณามความอยุติธรรมและหน้าซื่อใจคตของอิสราเอลอย่างไม่ไว้หน้าใคร

ข้อความที่มีชื่อเสียง

"จงให้ความอยุติธรรมหลั่งไหล" (โยเอล 5:21-24)

บทเรียนสอนใจ

อาโมสช่ำชองในการตีแผ่ภาพลวงที่ชาวยิวหลอกตัวเองอยู่ ขณะที่ประชาชนชอบอกชอบใจที่อาโมสประณามความบาปของชนชาติอื่น พวกเขาถึงกับชะงักงันเมื่อได้ยินคำว่า "ชาวอิสราเอลทำบาป…" ความหวังสดใสต่อ "วันแห่งพระเจ้า" ในอนาคตต้องสลายไป เมื่ออาโมสพยากรณ์ว่า "วันแห่งพระเจ้า" เป็นวันแห่งความมืดมนแทนที่จะเจิดจ้าอย่างที่คิด สังคมจะไม่มั่นคงหากความมั่งคั่งตกอยู่กับคนแค่ไม่กี่คนและคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะนี่มิใช่วิถีทางของพระเจ้า

กลับสู่ข้างบน

5. โอบาดีห์

เป็นเล่มสั้นที่สุดในพันธสัญญาเดิมซึ่งทำนายถึงการสิ้นชาติของเอโดม ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูดาห์ ภายหลังเมืองเพตราตั้งอยู่ในบริเวณนี้ เอโดมรีบฉกฉวยเอาผลประโยชน์ขณะเยรูซาเล็มตกอยู่ในภาวะวิกฤติ และปล้นทรัพย์สินขณะบาบิโลนเผาผลาญเยรูซาเล็ม (586 กคศ.)

กลับสู่ข้างบน

6. โยนาห์

เรื่องของโยนาห์ผู้พยากรณ์ที่ละล้าละลังที่สุด บทเรียนที่เขาต้องเรียนรู้คือ พระเจ้ามิได้เมตตาเฉพาะอิสราเอลชาติเดียว

เนื้อเรื่อง

พระเจ้าเรียกโยนห์ไปพยากรณ์ที่นีนะเวห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงอัสซีเรียคู่อริของอิสราเอล เขาพยายามหลีกหนีจากหน้าที่นี้ แต่พระเจ้าทรงยับยั้งไว้ (เรื่องปลายักษ์แทรกมาตอนนี้) เมื่อโยนาห์พยากรณ์ในนีนะเวห์ ผู้คนที่นั่นพากันกลับใจใหม่และรอดจากพระพิโรธ แต่โยนาห์กลับขุ่นเคืองในเรื่องนี้มาก จึงนั่งดูจุดจบของนีนะเวห์ใต้รุ่มไม้ ต่อมาต้นไม้นั้นเหี่ยวเฉาลงท่ามกลางแสงแดดแผดหล้า โยนาห์สุดแสนเสียดาย พระเจ้าจึงชี้ให้เห็นว่าเขาควรหันไปเมตาชาวนีนะเวห์ดีกว่า

เวลาที่เขียน

ไม่ทราบแน่ชัด ตัวโยนาห์อาจไม่ได้เขียนเอง จึงมิใช่เวลาที่ระบุใน 2 พงษ์กษัตริย์ 14:25 หรืออาจเขียนขึ้นหลังจากอัสซีเรียเสื่อมอำนาจ เพื่อดึงอดีตมาเป็นอุทาหรณ์

บทเรียนสอนใจ

โยนาห์รับความคิดที่ว่าพระเจ้าเมตตาชนทุกชาติรวมทั้งคู่อริของอิสราเอลไม่ได้เลยใจความสำคัญของเรื่องสั้นอันน่าทึ่งนี้ก็คือความรอดของพระเจ้ามีสำหรับคนทั่วโลกการที่พระเจ้าเรียกอิสราเอลเป็นชนชาติพิเศษ ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเองและให้เป็น แสงสว่างแก่ประชาชาติ

กลับสู่ข้างบน

7. มีคาห์

มีคาห์เป็นผู้พยากรณ์ยิ่งใหญ่หนึ่งในสี่ของศตวรรษที่ 8 กคศ. ร่วมกับอาโมส โฮเชยา และอิสยาห์ จากชีวิตชาวนาบนเนินเขาทำให้มีคาห์เข้าใจดีถึงความอยุติธรรมในสังคม

เนื้อเรื่อง

  • ความบาปของยูดาห์และอิสราเอล (1-3)
  • การฟื้นฟูและสันติภาพ (4-5)
  • พระประสงค์ของพระเจ้า (6)
  • ความมืดและความสว่าง (7)

ช่วงเวลาและสภานการณ์

มีคาห์พยากรณ์ในยุคเดียวกับโฮเชยา (ในอิสราเอล) และอิสยาห์ (ในยูดาห์) แต่เขาได้พยากรณ์ถึงทั้งสองอาณาจักร แม้อิสราเอลและกรุงสะมาเรียจะตกเป็นของอัสซีเรียในสมัยของเขาก็ตาม อัสซีเรียได้โจมตียูดาห์ในช่วงนี้ด้วย แต่มีคาห์กล่าวถึงเรื่องนี้เพียงย่อๆ เท่านั้น

ข้อความที่มีชื่อเสียง

  • พระเจ้าปกครองด้วยสันติภาพ (4:1-4) (เหมือนกัอิสยาห์ 2:1-4)
  • กษัตริย์จากเบธเลเฮม (5:2-4)
  • น้ำพระทัยพระเจ้า (6:6-8)

ใจความสำคัญ

เช่นเดียวกับผู้พยากรณ์คนอื่นๆ มีคาห์ชิงชังเครื่องสัตวบูชาและการนมัสการที่ไม่เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้าและปราศจากความยุติธรรม สิ่งที่เขาห่วงมากที่สุด คือความอยุติธรรมทางสังคมและศาสนาที่ออกนอกสู่นอกทาง แต่เขาเฝ้าคอยอนาคตแห่งสันติภาพและพระพรจากพระเจ้า

กลับสู่ข้างบน

8. นาฮูม

เป็นบทกวีแสดงความยินดีที่เห็นนีนะเวห์ เมืองหลวงของชาวอัสซีเรียผู้เหี้ยมโหดและเรืองอำนาจได้เสื่อมลงและล่มสลาย อาจเขียนขึ้นช่วงที่บาบิโลนและมีเดียโค่นล้มเมืองนั้นใน 612 กคศ. นี่เป็นคำพยากรณ์ที่ไม่ได้เรียกร้องให้ประชาชนกลับใจเหมือนคำพยากรณ์อื่นๆ คำสอนที่แฝงอยู่ในเล่มนี้คือพระเจ้าทรงเป็นจอมเจ้านายเหนือประวัติศาสตร์โลก และอำนาจความแข็งแกร่งและความภาคภูมิใจในชาติไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานการณ์ทางการเมืองหรือการสงคราม

กลับสู่ข้างบน

9. ฮาบากุก

ฮาบากุกขบคิดปัญหาที่ทุกยุคสมัยข้องใจกันเรื่อยมาคือ ทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้คนชั่วรุ่งเรือง โดยเฉพาะเหตุใดชาวบาบิโลน (หรือเคลเดีย) ผู้ซึ่งชอบรุกรานจึงแข็งแกร่งกว่าชนชาติอื่นที่ชั่วน้อยกว่าเขา

เนื้อเรื่อง

  • ทำไมคนชั่วจึงรุ่งเรือง (1)
  • คำตอบของพระเจ้า (2)
  • ผู้พยากรณ์สรรเสริญพระเจ้า (3)

เวลาที่เขียน

เนื้อหาบ่งชี้ว่าเขียนขึ้นในช่วงที่บาบิโลนขึ้นเป็นมหาอำนาจ โค่นล้มอัสซีเรียใน 612 กคศ. ชนะอียิปต์ที่คารเคมิชใน 605 กคศ. และเยรูซาเล็มแตกครั้งแรกใน 597 กคศ. ฮาบากุกจึงพยากรณ์ในยุเดียวกับเยเรมีย์ นอกจากนั้นเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย

ข้อความที่มีชื่อเสียง

  • ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ (2:4)
  • พระเจ้าทรงสถิตในพระวิหารบริสุทธิ์ (2:20)

ใจความสำคัญ

คำถามของฮาบากุกนั้นจริงจังและสำคัญยิ่ง ซึ่งคล้ายกับปัญหาของโยบและของสดุดี 73 คำตอบไม่ใช่ในทางสติปัญญาหรือปรัชญา แต่ให้ความแน่ใจว่าความเชื่อมั่นคงนั้นจะไม่มีวันทำให้เราผิดหวังเพราะพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งในโลกและเป็นผู้ที่เราไว้ใจได้

กลับสู่ข้างบน

10. เศฟันยาห์

เศฟันยาห์เห็นแต่ความพินาศของเยรูซาเล็ม เพราะประชาชนไม่เชื่อฟัง แต่เขาเชื่อเช่นเดียวกับอิสยาห์ผู้พยากรณ์ที่มาก่อนว่า ชาวยิที่ถูกชำระและรอดตายจะมีอนาคตสดใส

เนื้อเรื่อง

  • วันพิพากษา (1:1-2:3)
  • ประชาชาติจะพินาศ (2:4-15)
  • ความหวังของคนที่เหลืออยู่ (3:1-13)
  • เพลงแห่ความชื่นชมยินดี (3:14-20)

สถานการณ์

เศฟันยาห์พยากรณ์ในช่วงแรกของเยเรมีย์อาจเป็นต้นรัชกาลโยสิยาห์ ก่อนการปฏิรูปศาสนาอันยิ่งใหญ่

บทเรียนสอนใจ

เศฟันยาห์เน้นปัญหาที่ผู้พยากรณ์หลายคนถามถึง คือการพิพากษาและความพินาศของอิสราเอลจะประสานกับความหวังที่ว่าจะมีอนาคตชั่วนิรันดร์ได้อย่าไร คำตอบคือการพิพากษาจะชำระประชาชน ล้างความหยิ่งยโสและการเพิกเฉย ผู้ที่เหลืออยู่จะเป็น "คนที่ถ่อมใจและเจียมตัว เขาจะแสวงหาที่ลี้ภัยในพระนามแห่งประเจ้า" (3:12)

กลับสู่ข้างบน

11. ฮักกัย

ผู้พยากรณ์สามคนสุดท้ายในพันธสัญญาเดิม ทำงานในสมัยที่เชลยยิวเริ่มหวนคืนถิ่นเดิมเช่นเดียวกับเศคาริยาห์ ฮักกัยเร่งเร้าให้ชาวยิร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะพระวิหารต่อไป

เนื้อเรื่อง

  • ประชาชนยอมบูรณพระวิหาร (1)
  • ความโอ่อ่าของพระวิหาร (2:1-9)
  • พระเจ้าอวยพรเชื่อฟัง (2:10-19)
  • กำชับเศรุบบาเบล (2:20-23)

เวลาที่เขียน

ฮักกัยระบุเวลาอย่างชัดแจ้ง เขาพยากรณ์ใน 520 กคศ. เอสรา 5:1-2 และ 6:14 กล่าวถึงทั้งเศคาริยาห์และฮักกัยที่เร่งเร้าให้บูรณะพระวิหารซึ่งเสร็จสิ้นใน 516 กคศ.

ข้อความที่มีชื่อเสียง

ปัญหาเงินเฟ้อ (1:6)

บทเรียนสอนใจ

ผู้ว่าเศรุบบาเบลนำเชลยยิวเริ่มบูรณะพระวิหาร แต่ความท้อใจทำให้ชะงักไป พวกเขาหันไปสร้างบ้านเรือนสวยงามสำหรับตัวเอง ฮักกัยท้าทายลำดับความสำคัญก่อนหลังที่ไม่ถูกต้องนี้ ประชาชนยอมทำตามซึ่งต่างจากผู้พยากรณ์คนอื่น เขาสอนว่าเราจะได้รับความมั่นคงอันแท้จริงต่อเมื่อยอมทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จก่อน

กลับสู่ข้างบน

12. เศคาริยาห์

เศคาริยาห์เห็นนิมิตเสมอๆ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮักกัย คำพยากรณ์ของเขาให้ภาพชัด และกินใจยิ่งนัก

เนื้อเรื่อง

ภาคที่ 1 : ยุคใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว (1-8)
  • คำนำ (1:1-6)
  • นิมิต 8 อย่าง (1:7-8:23)
ภาคที่ 2 : อิสราเอลและประชาชาติ (9-14)
  • ข่าวสารครั้งแรก (9-11)
  • ข่าวสารครั้งที่สอง (12-14)

ช่วงเวลาและสถานการณ์

เศคาริยาห์พยากรณ์ถึงเยรูซาเล็มและการบูรณะพระวิหารนานกว่าฮักกัย คือตั้งแต่ 520-518 กคศ. ภาคสอง (บทที่ 9-14 ) ของเล่มนี้ต่างจากภาคแรกมาก บางคนทึกทักว่าอาจมีผู้เขียนสองคน และผู้เขียนคนที่สองเขียนในสมัยหลัง สิ่งที่เชื่อมโยงสองภาคนี้ (และมาลาคีด้วย) ก็เป็นหัวข้อนั่นเอง คือยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยพระพร

ข้อความที่มีชื่อเสียง

  • ชัยชนะโดยพระวิญญาณของพระเจ้า (4:6)
  • จอมกษัตริย์กำลังจะมา (9:9)

ใจความสำคัญ

เชลยยิวกลุ่มเล็กที่กลับมาเยรูซาเล็มพากันตื่นเต้นกับการใช้ชีวิตใหม่ แม้อาจเผชิญกับความยุ่งยากอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็กำลังทำตามการทรงนำของพระเจ้า เศคาริยาห์เริ่มจากจุดนี้ไปถึงยุคใหม่  มิใช่สำหรับเยรูซาเล็มเท่านั้นแต่ทั้งโลกด้วย ท่ามกลางคำพยากรณ์ถึงยุคใหม่ เราพบข้อความเกี่ยวกับ "พระเมสสิยาห์" กษัตริย์แห่งความรัก  และยุติธรรมที่พระเจ้าจะส่งมายังโลก นี่เป็นเหตุที่พันธสัญญาใหม่ยกเอาคำในเศคาริยาห์มาอ้างอิงบ่อยๆ เพราะคริสเตียนสมัยแรกเชื่อว่าพระเมสสิยาห์องค์นี้คือพระเยซู

กลับสู่ข้างบน

13. มาลาคี

มาลาคีท้าทายประชาชนถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าและความเชื่อฟังพระองค์

เนื้อเรื่อง

  • พระเจ้ารักอิสราเอล (1 :1-5)
  • เครื่องถวายบูชาที่ไร้ค่า (1 :6-2:9)
  • ฝ่าฝืนพระบัญญัติ (2:10-16)
  • พระเจ้าจะพิพากษา (2:17-3:5)
  • การถวายสิบลด (3:6-12)
  • พระเจ้าสัญญาจะเมตตา (3:13-4:6)

สถาณการณ์

มาลาคีแปลว่า "ทูตของเรา" ยอมรับกันว่ามาลาคีพยากรณ์หลังฮักกัยกับเศคาริยาห์ประมาณ 80 ปี และก่อนหน้าที่เนหะมีย์จะรับตำแหน่งผู้ว่าราชการเยรูซาเล็มเล็กน้อยราวกลางศตวรรษที่ 5 กคศ. อันเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก และประชาชนเริ่มหย่อนยานในการทำตามพระบัญญัติ

ข้อความที่มีชื่อเสียง

  • ทูตพระเจ้า (3:1)
  • เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า (3:10)
  • ความชอบธรรมจะเข้ามา (4:2)

บทเรียนสอนใจ

มาลาคีเชื่อว่าทางเดียวที่จะรับพระพร คือ ปฎิบัติตามพระบัญญัติอย่างเต็มใจ นานกว่าเชลยยิวจะตั้งชาติขึ้นใหม่อีกครั้ง พวกเขาจึงเริ่มท้อใจ แต่นี่เป็นเพราะพวกเขาทำตามอำเภอใจมากกว่าน้ำพระทัยพระเจ้า มาลาคีท้าทายชาวยิวให้จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังใหม่ให้ถูกต้อง และหนุนใจว่าพระเจ้าจะอวยพรชาวยิวให้มีอนาคตสดใส

กลับสู่ข้างบน

เขียนโดย คุณโปรดปราน

  

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน
  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

hit counter

ได้รับการสนับสนุน web hosting จาก SPAComputer.com และ ThaWang.com