Followhissteps.com

รู้จัก "พระเยซู" แหล่งของชีวิตที่ครบบริบูรณ์

3. วรรณกรรมภูมิปัญญา

บทนำ

โยบ สุภาษิต ปัญญาจารย์อยู่ในหมวดวรรณกรรมภูมิปัญญา ลีลาการเขียนแบบนี้ปรากฏในพันธสัญญาเดิมเล่มอื่นด้วย โดยเฉพาะสดุดี หนังสือประเภทนี้ปรากฏในวรรณกรรมประเทศเพื่อนบ้านของอิสราเอลเช่นกัน

เล่ากันว่ากษัตริย์ซาโลมอนผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญาเป็นผู้เขียนสุภาษิตกับปัญญาจารย์ เช่นเดียวกับที่กษัตริย์ดาวิดเขียนสดุดี

วรรณกรรมภูมิปัญญาทั้งสามเล่มนี้มีหัวข้อต่างกัน โยบพูดถึงความทุกข์ทรมาน ปัญญาจารย์กล่าวถึงความอนิจจังของชีวิต ส่วนสุภาษิตเป็นคำคมในการดำเนินชีวิต

แต่ละเล่มมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ทุกเล่มล้วนกล่าวถึงการประพฤติปฏิบัติและชีวิตประจำวัน และชี้ถึงความจำเป็นที่ต้องมีพระเจ้าอยู่ในครอบครัวและที่ทำงาน มิใช่ที่พระวิหารแห่งเดียว

แก่นแท้ของวรรณกรรมภูมิปัญญาคือ เชื่อว่าพระเจ้าทรงกำหนดชีวิตมนุษย์ให้มีความหมายและปัญญาจะเกิดเมื่อเรานับถือพระองค์และทำตามพระบัญญัติ

กลับสู่ข้างบน

1. โยบ

บทกวีเชิงละครอันยอดเยี่ยมนี้ กล่าวถึงปัญหาความทุกข์ทรมานที่คนทุกสมัยฉงนสนเท่ห์ โดยเล่าถึงคนดีชื่อโยบผู้สูญเสียทุกสิ่งอย่าง แต่ยังเชื่อมั่นในพระเจ้า

เนื้อเรื่อง

บทนำ: พระเจ้าอนุญาตให้ซาตานทดสอบโยบ โยบจึงเผชิญกับความหายนะ 1-2
ภาคที่ 1: โยบสนทนากับเพื่อนสามคน (3-31)
  • โยบบ่นต่อพระเจ้า (3)
  • เพื่อนโยบบอกว่าเขาสมควรได้รับทุกข์ แต่โยบไม่เห็นด้วย (4-14)
  • โยบโต้เถียงเพื่อนถึงคนชั่วที่รุ่งเรือง (15-21)
  • โยบอ้างว่าคนบริสุทธิ์แม้ถูกติเตียน (22-31)
ภาคที่ 2: เอลีฮูให้ภาพพระเจ้าผิด (32-37)
ภาคที่ 3: พระเจ้าเปิดเผยให้โยบเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ (38:1-42:6)
  • ฤทธานุภาพในการทรงสร้าง (38-41)
  • โยบก้มกราบพระเจ้า (42:1-6)
บทส่งท้าย: พระเจ้าอวยพรโยบอีกครั้ง (42:7-17)

(เฉพาะคำนำและบทส่งท้ายเท่านั้นที่ไม่ใช่บทกวี)

เวลาที่เขียน

ไม่ทราบ เพราะไม่มีร่องรอยอะไรที่บ่งชี้ว่า เขียนขึ้นเมื่อไรหรือโดยผู้ใด แต่พรรณนา ถึงวิถีชีวิตในสมัยอัครปิตา

ข้อความที่มีชื่อเสียง

บทเพลงที่ยกย่องสติปัญญา (28)

"ข้าทราบว่าพระผู้ไถ่ของข้าทรางพระชนม์อยู่" (ปัญญาจารย์ 19:25)

บทเรียนสอนใจ

เรื่องราวของโยบกล่าวถึงปัญหาที่ตอบยากว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นผู้ยุติธรรม แล้วไฉนคนดีถึงต้องทนทุกข์ทรมาน?" โยบแน่ใจว่าเขาไม่ได้ทุกข์เพราะบาป แต่ขณะโต้เถียงกับคู่กรณีเขาไม่สามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ ต่อมาพระองค์ปรากฏต่อโยบ โยบก็พอใจ-มิใช่ชนะการโต้เถียง แต่ได้พบพระพักตร์พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยพระสติปัญญา

กลับสู่ข้างบน

2. สดุดี

ประกอบด้วยบทเพลง คำอธิษฐาน บทกวี 150 บทที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกทุกรูปแบบ สิ่งที่เชื่อมโยงแต่ละบทเข้าด้วยกันคือ ความเชื่อและความรักอันลึกซึ้งต่อพระเจ้า หลังสมัยเชลยสดุดีกลายเป็นหนังสือเพลงและบทอธิษฐานของชาวอิสราเอล  และคริสเตียนปัจจุบันก็ยังทำเช่นเดียวกัน

เนื้อเรื่อง

สดุดีแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ทุกกลุ่มจบด้วยคำสรรเสริญ (ดูข้อสุดท้ายของบทที่ 41, 72, 89, 106 และ 150 ทั้งบท) แต่ถ้าแบ่งตามหัวข้อใหญ่ๆ อาจมีประโยชน์มากขึ้น เช่น  เพลงสรรเสริญพระเจ้า เพลงคร่ำครวญของหมู่ชน สดุดีพระราชา (เขียนขึ้นเพื่อวโรกาสพิเศษในรัชสมัยต่างๆ) การโมทนาและคร่ำครวญส่วนตัว

ช่วงเวลา

กระบวนการรวบรวมสดุดีเหล่านี้อาจเริ่มในสมัยดาวิดหรือก่อนหน้านั้น และได้ทำกันเรื่อยมาตลอดประวัติศาสตร์อิสราเอล แต่บางคนคิดว่าได้รวบรวมมากที่สุดในช่วงที่เชลยยิวกลับจากบาบิโลนสู่ถิ่นฐานเดิมและบูรณะพระวิหาร

สถานการณ์

สดุดีหลายบทใช้นมัสการในพระวิหาร และบางบทเป็นผลงานจากสมัยที่ตกเป็นเชลย บางบทแสดงความเชื่อของชนชาติอิสราเอล แต่หลายบทแสดงถึงความเป็นส่วนตัวกับพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง

ผู้เขียน

มีหลายคนทีเดียว แต่คาดว่ากษัตริย์ดาวิดมีส่วนเกี่ยวข้องถึง 73 บท บางบทเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์พิเศษในชีวิตของดาวิดเอง เนื่องจากความรักในดนตรีและการนมัสการ ดาวิดจึงเป็นคนแรกที่ส่งเสริมการร้องเพลงสรรเสริญในอิสราเอล

บทสดุดียอดนิยม

ทุกคนย่อมมีสดุดีที่เขาโปรดปรานเป็นพิเศษ แต่มีบางบทได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เช่น

  • ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริ (19)
  • พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้า (23)
  • พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย (46)
  • คำอธิษฐานขอการชำระ (51)
  • มาสรรเสริญพระเจ้า (95)
  • สรรเสริญพระคุณพระเจ้า (103)
  • พรเจ้าทรงเป็นผู้อารักขา (121)
  • ขอทรงค้นดูข้าพระองค์ (139)

บทเรียนสอนใจ

อารมณ์ของผู้เขียนสดุดีมีหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ยินดีสุดขีดลงไปถึงหมดอาลัยตายอยาก หลักใหญ่ใจความคือ พระเจ้าสถิตอยู่ในชีวิตทุกด้านของเรา กวีได้เชื่อมโยงประสบการณ์อันลึกซึ้งกับความเชื่ออันมั่นคงในความรักของพระเจ้าเข้าด้วยกัน ผู้อ่านเกือบทุกคนจะพบอารมณ์ความรู้สึกของตัวเขาเองได้ในบทสดุดีเหล่านั้น

กลับสู่ข้างบน

3. สุภาษิต

เป็นการรวบรวมคำสุภาษิตต่างๆ จากคณาจารย์ผู้ชาญฉลาดแห่งอิสราเอล สิ่งสำคัญในชีวิตคืควรแสวงหาสติปัญญาที่มีพระเจ้า (ไม่ใช่มนุษย์) เป็นศูนย์กลาง และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เนื้อเรื่อง

ภาคที่ 1 : ยกย่องสติปัญญา (1-9)
ภาคที่ 2 : คำคม (10-29)
  • สุภาษิตซาโลมอน (10:1-22:16)
  • สุภาษิตสามสิบข้อ (22:17-24:22)
  • สุภาษิตที่เพิ่มเติมเข้ามา (24:23-24)
  • สุภาษิตที่เฮเซคียาห์รวบรวม (25-29)
ภาคที่ 3 : ภาคผนวก (30-31)
  • สุภาษิตของอากูร์ (30)
  • สุภาษิตของพระราชชนนีแห่งกษัตริย์เลมูเอล (31:1-9)
  • ภรรยาที่ดี (31:10-31)

ช่วงเวลา

ชาวยิวเล่าต่อกันมาว่า กษัตริย์สององค์ในพันธสัญญาเดิมมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุภาษิตคือซาโลมอนผู้เป็นคนแรกที่ได้ส่งเสริมบทสุภาษิตให้เป็นที่นิยม และเฮเซคียาร์ผู้สั่งให้รวบรวมคำภาษิตเป็นเล่ม กระบวนการรวบรวมสุภาษิตนี้อาจดำเนินต่อมาอีกนานหลังสมัยเฮเซคียาห์ สุภาษิตจึงปูทางให้เราเข้าถึงคำสอนอันหลักแหลมในสมัยพันธสัญญาเดิม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนค้นพบว่า "สุภาษิต 30 ข้อ" นั้นคล้ายคลึงกับเอกสารฉบับหนึ่งของปราชญ์ชาวอียิปต์

ข้อความที่มีชื่อเสียง

"ความยำเกรงพระเจ้าเป็นแหล่งความรู้" (สุภาษิต 1:7)

"จงวางใจพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า" (สุภาษิต 3:5-6)

ใจความสำคัญ

ตรงข้ามกับความทุกข์ทรมานของโยบและการมองโลกในแง่ร้ายของปัญญาจารย์ สุภาษิตมองโลกในแง่ดี และสอดคล้องกับคำสอนของเฉลยธรรมบัญญัติในแง่ที่ว่าการทำตามวิถีทางของพระเจ้าจะนำไปสู่พระพร

สุภาษิตกล่าวถึงสถานการณ์ภายในบ้าน มิตรภาพ การงาน ธุรกิจและการวางตัวต่อพระพักตร์กษัตริย์ มีหัวข้อดังนี้: สติปัญญาและความโง่คนชอบธรรมและคนชั่ว คำพูดและลิ้น ความมั่นคงและความยากจน ความหวังและความกลัว ความชื่นบานและความโศกเศร้า ความโกรธ ความขยันและเกียจคร้าน รากฐานของสติปัญญาทั้งปวงคืความยำเกรงพระเจ้า

กลับสู่ข้างบน

4. ปัญญาจารย์

เช่นเดียวกับโยบ ปัญญาจารย์ตรึกตรองถึงคำถามที่คนทุกยุคสมัยถามกันคือ ทำไมชีวิตดูเหมือนไร้ความหมาย เล่มนี้จัดอยู่ในวรรณกรรมภูมิปัญญา

ผู้เขียน

เล่มนี้แนะนำ "ปัญญาจารย์" ว่าเป็น "เชื้อสายของดาวิด กษัตริย์ในเยรูซาเล็มแต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร พระองค์ได้หวนคิดถึงประสบการณ์และการศึกษาตลอดชีวิตที่ผ่านมา

วลีที่มีชื่อเสียง

"มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง" (ปัญญาจารย์ 3:1-8)

ใจความสำคัญ

ไม่ว่าผู้คนจะไขว่คว้าหาสติปัญญา ความสำเร็จหรือความยุติธรรมสักเท่าไร ผลที่ได้มาก็เป็นเพียงชั่วคราวและมีขีดจำกัด ถ้าจะแสวงหาสิ่งยั่งยืนในชีวิต ก็เหมือนกับ "กินลมกินแล้ง"

เหตุที่ปัญญาจารย์มีท่าทีในแง่ลบก็เพราะท่านรู้จักและเชื่อในพระเจ้า แต่คิดว่ามนุษย์เราไม่สามารถเข้าใจถึงน้ำพระทัยพระองค์ได้

เล่นี้สะท้อนถึงความน่าสังเวชของชีวิตที่ยึดมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง

"จงขยันทำงานและเปรมปรีดิ์ในผลงานของตน" ปัญญาจารย์กล่าวว่า "เพราะนอกเหนือจากนี้ ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว"

การที่จัดเล่มนี้ไว้ในพระคัมภีร์แสดงถึงว่าพระเจ้าทรงรอคอยเหล่าคนที่เชื่อยากด้วยความอดกลั้นพระทัย

กลับสู่ข้างบน

5. เพลงซาโลมอน

กอปรด้วยเพลงหกเพลงในรูปของการสนทนาระหว่างเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวดยมุ่งกล่าวถึงความรักที่มีต่อกันและกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ชนบทในฤดูใบไม้ผลิ ได้ใช้ทิวทัศน์ชนบทมากมายมาบรรยายถึงความปลาบปลื้มยินดีทางกายในชีวิตสมรส

ผู้เขียน

เนื้อความเอ่ยถึงซาโลมอนหลายครั้ง แต่ไม่ชัดว่าเกี่ยวดองกับพระองค์อย่างไร

ใจความสำคัญ

บทเพลงเหล่านี้บรรยายถึงความอัศจรรย์ของความรักทางกายระหว่างสามีภรรยา ความรักนี้มาจากพระเจ้าและสมควรที่มีหนังสือประเภทนี้รวมอยู่ในพระคัมภีร์ หลายคนของตีความเล่มนี้ว่าเล็งถึงความรักระหว่างพระคริสต์กับคริสตจักร แต่เนื้อหาไม่ได้พูดในเชิงนี้เลย

กลับสู่ข้างบน

เขียนโดย คุณโปรดปราน

  

  • ถ้าท่านอ่านแล้ว มีความปรารถนาที่จะเปิดใจออก อธิษฐานทูลเชิญพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน และเป็นพระเจ้าของท่าน  กรุณาไปที่หน้า คำอธิษฐาน
  • ถ้าคุณอ่านแล้วสนใจ กรุณาติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านท่านได้เลยครับ หรือถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ก็ติดต่อโดยตรงได้ที่อีเมลของผมเลยครับ ton@followhissteps.com

FollowHisSteps.com

hit counter

ได้รับการสนับสนุน web hosting จาก SPAComputer.com และ ThaWang.com